ฉู่อี้หมินรีบรุดเข้าวัง เทียบจากเวลาแล้วก็เกือบจะถึงพร้อมซูหลิน
คนหนึ่งโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ คนหนึ่งร้อนใจเหมือนถูกเพลิงแผดเผา
วังหลังเป็นเขตต้องห้าม หากฮองเฮาไม่ได้เรียกตัวก็ไม่อาจบุ่มบ่ามเข้ามาเองได้ สองคนต่างใช้วิธีเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย แฝงตัวอยู่ในกลุ่มขุนนางที่จะเข้าประชุมเช้า ผ่านประตูเต๋อเซิ่งเข้ามา แล้วดักรอขบวนเสด็จของฮ่องเต้ที่เคลื่อนมาจากตำหนักใน
ฉู่อี้หมินมาช้าไปก้าวหนึ่ง เห็นแต่ไกลๆ ว่าซูหลินทิ้งเข่าตึงขวางทางเกี้ยวเสด็จของฮ่องเต้เอาไว้ แล้วประกาศเสียงก้องด้วยความคั่งแค้น “หม่อมฉันมาขอให้ฝ่าบาททรงเป็นพยาน!”
ฉู้อี้หมินร้อนใจดั่งไฟเผา หัวใจเต้นตุบๆ ก่อนจะเร่งฝีเท้าปรี่เข้าไปหา
ฮ่องเต้พระชนมายุมากแล้ว ทั้งเกิดในครอบครัวทหาร โรคเก่าที่เหลือทิ้งไว้จากการลงสนามรบเมื่อตอนยังหนุ่มก็เริ่มกำเริบบ่อยขึ้นทุกที ร่างกายมีแต่ความเจ็บปวดรุมเร้า โดยเฉพาะในหน้าหนาวก็มักจะมีสติไม่ค่อยครบถ้วนนัก
เกี้ยวเสด็จหยุดลงแล้ว แต่พระองค์ก็ยังไม่รู้สึกตัว
ดีที่หลี่รุ่ยเสียงตาไวรีบก้าวขึ้นไปกราบทูลด้วยเสียงเบานุ่ม “ฝ่าบาท ซื่อจื่ออ๋องฉางซุ่นกับท่านอ๋องหนานเหอมาขอเข้าเฝ้า บอกว่ามีเรื่องจะกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ!”
เริ่มที่ฉู่หลิงอวิ้นขัดราชโองการ ตอนนี้ยังก่อเรื่องทำให้ราชวงศ์ต้องด่างพร้อย หัวใจของฉู่อี้หมินไม่อาจสงบสุข ถึงได้คุกเข่าก้มหน้างุด แต่ก็อดจะใช้หางตาเหล่มองไปทางเกี้ยวเสด็จเพื่อสังเกตปฏิกิริยาของฮ่อง