งอย่างห่างเหิน คล้ายว่าไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้อีก
รอจนเกี้ยวถูกวางนิ่งบนพื้น หลี่รุ่ยเสียงก็สั่งให้ขันทีประคองฮ่องเต้เข้าไปด้านใน ส่วนเขาก็หมุนตัวกลับ ส่งสายตาเป็นคำถามไปให้ขันทีข้างกายอีกคน
ขันทีน้อยผู้นี้มองดูแล้วอายุแค่เพียงสิบสามสิบสี่เท่านั้น หน้าตาอ่อนเยาว์ ปากแดงฟันขาว เกิดมาได้หน้าตาน่ามอง ดวงตาทั้งสองสดใสเป็นประกาย เห็นเช่นนั้นก็รีบเข้ามากระซิบข้างหู เล่าเรื่องคืนวานที่เกิดขึ้นในจวนอ๋องหนานเหอให้เขาฟัง
หลี่รุ่ยเสียงฟังไป สีหน้ายังสุขุมราบเรียบตั้งแต่ต้นจนจบ จากนั้นก็โบกมือให้ขันทีน้อยล่าถอยไป ก่อนจะตามเข้าไปด้านในห้องทรงอักษร
ฮ่องเต้ประทับอยู่หลังโต๊ะ ด้านนอกมีขันทีกำลังยกถาดน้ำชาเข้ามาอย่างไวว่อง
หลี่รุ่ยเสียงรับมา แล้วยกขึ้นถวายด้วยตนเอง
“ฝ่าบาท…” ซูหลินที่คุกเข่าอยู่ด้านล่างเปิดปากขึ้นอย่างอดรนทนไม่ไหว
ฮ่องเต้จิบชาแล้วก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะตวัดสายตามอง
ฮ่องเต้ในพระชนมายุเท่านี้ มองออกชัดเจนถึงความชราภาพ ทว่าสายตากลับไม่ขุ่นมัวเลยสักนิด ยังคงเฉียบแหลมคมกริบ
ซูหลินพลันสะอึกในลำคอ เสียงขาดหายทันใด ตอนที่สมองกำลังขบคิดหาถ้อยคำมาเริ่มประโยค ก็ได้ยินน้ำเสียงราบเรียบแฝงความนุ่มนวลของหลี่รุ่ยเสียงดังขึ้น บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวานไปรอบหนึ่ง
เรื่องที่เขาเล่า ก็แค่บทละครที่ฉู่หลิงอวิ้นใช้เพื่อตบตาผู้คน
แม้จะเพียงเท่านั้น ก็มากพอให้จวนอ๋องหนานเหอได้รับโทษฐานทรยศราชวงศ์แล้ว