่างเบิกบาน “ดังนั้นตอนนี้ เจ้าคิดจะตระบัดสัตย์? แล้วยังจะให้ข้ามาตามเช็ดล้างใช่ไหม?”
ซูหลินอึ้งไป พลันนึกขอบคุณบุรุษชุดดำที่เข้ามาขวางทางเขาไว้เมื่อคืน จนไม่อาจส่งฉู่หลิงซิ่วคืนจวนอ๋องหนานเหออย่างที่ตั้งใจไว้
แม้เขาจะไม่เห็นจวนอ๋องหนานเหออยู่ในสายตา ทว่าฮ่องเต้ทางนั้นมิอาจกระทำการลบหลู่
หากว่าเขาตัดสินใจส่งฉู่หลิงซิ่วกลับจวนอ๋องหนานเหอแล้วค่อยมากราบทูลตามหลัง นั่นเท่ากับเป็นการตบพระพักตร์ของฮ่องเต้ต่อหน้าธารกำนัล ผู้ที่ขัดราชโองการจะไม่ได้มีเพียงจวนอ๋องหนานเหอ และจะหมายรวมถึงสกุลซูอีกด้วย
“กระหม่อมมิบังอาจ!” ซูหลินก้มศีรษะติดพื้น เป็นครั้งแรกหลังเกิดเรื่องที่รู้สึกขลาดกลัวจนเหงื่อแตก รีบเอ่ยว่า “หม่อมฉันมิกล้ากระทำการอันไม่ภักดี ไม่เช่นนั้นคงไม่รั้งท่านหญิงรองไว้ในจวน คืนวานที่บุกไปถึงจวนอ๋องหนานเหอเป็นเพราะไม่ทันคิดให้รอบคอบ หาใช่เจตนาจะเป็นปฏิปักษ์ต่อฝ่าบาท ขอฝ่าบาทเมตตา ปล่อยหม่อมฉันไปสักครั้ง”
ฮ่องเต้ได้ฟังวาจางดงามของเขาก็ไม่ได้เอ่ยปาก พลิกหน้าหันไปมองฉู่อี้หมิน “เจ้าได้ยินแล้วใช่ไหม บุตรเขยของเจ้าหาใช่คนจิตใจคับแคบ ในเมื่อแบกเกี้ยวไปผิดคน งั้นก็สลับตัวเสียใหม่ เรื่องแค่นี้ ยังต้องวิ่งโร่มากวนใจข้าด้วยรึ!”
ในเมื่อฮ่องเต้ตรัสว่าแบกเกี้ยวไปผิดคน เช่นนั้นก็ถือเป็นเรื่องเข้าใจผิด จะไม่มีใครกล้าสงสัยเคลือบแคลงอีก
ฮ่องเต้เอ่ยจบก็วางถ้วยชาในมือแล้วลุกยืนขึ้น
ซูหลินเห็นดังนั้นก็ร้อนใจ