ลาดกลัวจนเหงื่อแตก รีบเอ่ยว่า “หม่อมฉันมิกล้ากระทำการอันไม่ภักดี ไม่เช่นนั้นคงไม่รั้งท่านหญิงรองไว้ในจวน คืนวานที่บุกไปถึงจวนอ๋องหนานเหอเป็นเพราะไม่ทันคิดให้รอบคอบ หาใช่เจตนาจะเป็นปฏิปักษ์ต่อฝ่าบาท ขอฝ่าบาทเมตตา ปล่อยหม่อมฉันไปสักครั้ง”ฮ่องเต้ได้ฟังวาจางดงามของเขาก็ไม่ได้เอ่ยปาก พลิกหน้าหันไปมองฉู่อี้หมิน “เจ้าได้ยินแล้วใช่ไหม บุตรเขยของเจ้าหาใช่คนจิตใจคับแคบ ในเมื่อแบกเกี้ยวไปผิดคน งั้นก็สลับตัวเสียใหม่ เรื่องแค่นี้ ยังต้องวิ่งโร่มากวนใจข้าด้วยรึ!”ในเมื่อฮ่องเต้ตรัสว่าแบกเกี้ยวไปผิดคน เช่นนั้นก็ถือเป็นเรื่องเข้าใจผิด จะไม่มีใครกล้าสงสัยเคลือบแคลงอีกฮ่องเต้เอ่ยจบก็วางถ้วยชาในมือแล้วลุกยืนขึ้นซูหลินเห็นดังนั้นก็ร้อนใจ รีบยกศีรษะขึ้น เอ่ยว่า “ฝ่าบาท สลับไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ!”“หืม?” ฝีเท้าของฮ่องเต้ชะงักกึก แล้วส่งสายตาอึมครึมไปทางเขาเหงื่อเย็นๆ ผุดออกมาตามหน้าผากของซูหลิน แต่เพราะมีเรื่องอื่นสำคัญกว่า จึงกัดฟันเอ่ยต่อไป “เรื่องเมื่อคืน ที่ขันทีหลี่เล่าไปเป็นเพียงแค่ส่วนเดียว แต่จะอย่างไร หม่อมฉันก็ไม่อาจแต่งกับท่านหญิงอันเล่อได้อีกแล้ว”ฉู่อี้หมินร้อนตัวจนเหงื่อท่วมศีรษะ แต่ต่อหน้าเบื้องพระบาทจึงไม่อาจเข้าไปอุดปากของซูหลิน
“ซูหลิน งานแต่งนี้ เป็นเจ้าที่ร้องขอกับข้าต่อหน้าขุนนางเต็มท้องพระโรง” ฮ่องเต้ตรัส น้ำเสียงฟังแล้วเนิบนาบ แต่แฝงความบีบบังคับที่ไม่อาจปฏิเสธ แต่แล้วจู่ๆ ก็หัวเราะออกมาอย