“ซื่อจื่อซู ข้าจวนอ๋องหนานเหอจะได้ประโยชน์อะไรจากการปั่นหัวเจ้า การทำร้ายผู้อื่นแล้วตนพลอยต้องเดือดร้อน ข้าจะทำไปทำไม?” ฉู่ฉีเหยียนอธิบาย พยายามรักษาท่าทีไม่ร้อนไม่หนาวไว้ทุกขณะจิต
หัวใจของซูหลินกระตุกเบาๆ มองเขาอย่างไม่วางใจสองที แต่เม้มปากอยู่ครึ่งวันก็ยังไม่ยอมเอ่ยความ
ฉู่ฉีเหยียนเห็นว่าอารมณ์เขาสงบลงบ้างแล้ว ก็รีบฉวยโอกาสตีเหล็กตอนยังร้อนโดยการเหลือบตาไปมองพวกจื่อซวี่ทีหนึ่ง ถามว่า “เล่ามาสิ สรุปเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”
แผนการของฉู่หลิงอวิ้นเขากระจ่างชัดแก่ใจ หากว่านี่เป็นฝีมือของนางจริงๆ เรื่องเก็บกวาดย่อมเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้า ดังนั้นฉู่ฉีเหยียนในเวลานี้จึงค่อนข้างจะวางใจ
จื่อซวี่กัดปากแน่น แล้วเล่าเรื่องราวที่เกิดในเรือนหออีกครั้ง
ฉู่ฉีเหยียนฟังไป หัวคิ้วก็ขมวดขึ้นเล็กๆ สุดท้ายก็เงียบไปพักใหญ่แล้วเอ่ยว่า “ความหมายของเจ้าคือ… คนที่ถูกหามออกไปจากจวนอ๋องของเราตั้งแต่แรกก็คือหลิงซิ่วรึ?”
“ตั้งแต่ที่ท่านหญิงออกจากจวน บ่าวสองคนก็ตามติดไม่ห่างสักก้าว หากว่าเรื่องราวไม่เป็นเช่นนี้ ก็คิดไม่ออกแล้วจริงๆ เจ้าค่ะ ว่าเจ้าสาวในเรือนหอจะเปลี่ยนเป็นท่านหญิงรองได้อย่างไร!” จื่อซวี่ตอบ
แม่นางหลี่ผู้เป็นมารดาแท้ๆ ของฉู่หลิงซิ่วยืนอยู่ด้านหลัง หลายต่อหลายครั้งที่พยายามจะเปิดปากแก้ต่างแทนบุตรสาว ทว่าทุกครั้งก็ถูกสายตาตักเตือนของฉู่ฉีเหยียนกดดันเอาไว้ จึงได้แต่ละล้าละลังไม่กล้าออกหน้า
ฉู่ฉีเหย