“ก็ดี!” ฉู่สวินหยางหยุดคิดเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับ
ฉู่ฉีฮุยกลัวใจนางนัก แต่เมื่อสองฝ่ายยินยอมพร้อมใจ เขาก็ไม่พูดมากอีก เพียงตอบตกลงไปว่า “เอาเถอะ ข้าไปส่งน้องสี่กับน้องห้ากลับก่อนล่ะ องครักษ์ทิ้งไว้ให้พวกเจ้า ขากลับก็ระวังตัวด้วย”
ฮูหยินใหญ่รับคำ
ฉู่เยว่หนิงที่อยู่บนรถม้าโผล่หน้าออกมาด้วยความกังวล ร้องมาว่า “ท่านแม่…”
“เจ้ารีบกลับไปพักผ่อนเถอะ ไม่ต้องรอข้า” ฮูหยินใหญ่บอก กุมมือของนางผ่านทางหน้าต่าง
ฉู่เยว่หนิงมุ่นคิ้วแน่นแต่ก็ผงกศีรษะ
ฉู่ฉีฮุยพลิกตัวขึ้นม้า นำขบวนเดินทางกลับไปอย่างเรียบง่าย ฮูหยินใหญ่ยืนรอส่งที่ประตูใหญ่จนลับสายตา
ใต้ซุ้มประตู ฉู่ฉีเหยียนขยับเข้ามายืนอยู่ข้างฉู่สวินหยางอย่างไร้สุ้มเสียง กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ว่า
“ข้าได้ยินว่าช่วงเย็นน้องหญิงสวินหยางหายไปจากงานเลี้ยงเป็นพักใหญ่” น้ำเสียงหยั่งเชิงแต่คล้ายเจือกระแสหยอกล้อ
ที่เขารั้งตัวนางไว้ ก็เพราะอยากจะยืนยันเรื่องนี้?
ฉู่สวินหยางยิ้มให้ แต่ไม่หันไปมองเขา เพียงหัวเราะเบาๆ ทีเล่นทีจริง “ข่าวของซื่อจื่อช่างว่องไวเหลือเกิน!”
นางถึงขั้น…
ไม่ปฏิเสธ
ดวงหน้าของฉู่ฉีเหยียนเปลี่ยนเป็นเย็นเยือกในชั่วพริบตา รอยยิ้มยังไม่ทันจะสลายจากดวงหน้าไปเสียหมด มองไปจึงคล้ายกับรูปไม้สลักที่กำลังเข้าฌานนรูปหนึ่ง
ระหว่างสนทนากัน หรูโม่ก็ประคองฮูหยินใหญ่เดินเข้ามาพอดี
ฉู่สวินหยางไม่สนใจปฏิกิริยาของฉู่ฉีเหยียน เดินเข้าไปจูงมือ