ะโดดเหยงหนีด้วยความตกใจ
เพราะเสียงดังสนั่นเกินไป จึงไม่จำเป็นต้องปิดบังกลบเกลื่อน
นัยน์ตาของฉู่อี้หมินเย็นเยือก หันไปมองตามเสียงก็เห็นซูหลินที่มีน้ำแข็งเคลือบหน้ากำลังข้ามประตูใหญ่เข้ามาด้านใน
ด้านหลังตามติดมาด้วยองครักษ์ฝีมือเยี่ยม เห็นท่าแล้ว คงไม่ได้มาดีเป็นแน่!
ลานเรือนกว้างขวาง แขกเหรื่อเกือบร้อยพร้อมใจหุบปากเงียบ เวลานั้น นอกจากเสียงฝีเท้าที่หนักอึ้งและเย็นชาของพวกซูหลินแล้ว ไร้ซึ่งเสียงจอแจโดยสิ้นเชิง
สายตาทุกคู่จับจ้องอยู่ที่ดวงหน้าแข็งทื่อของซูหลิน ในใจเกิดเสียงซุบซิบดังไม่หยุด
ฉู่อี้หมินตะลึงไปพักใหญ่ก่อนเปลี่ยนเป็นความแปลกใจ เอ่ยถามงุนงงว่า “บุตรเขย นี่เจ้า…”
“ท่านอ๋อง!” น้ำเสียงของซูหลินทะมึนตึง กระตุกมุมปากเยาะหยันแล้วเอ่ยตัดบทเขาด้วยเสียงเย็นชาว่า “อย่าเพิ่งรีบร้อนนับญาติกันเร็วไป เดี๋ยวอีกสักพักพวกเราสองฝ่ายจะอธิบายกันลำบาก”
ฉู่อี้หมินเริ่มเกิดโทสะ หน้าตึงขึงในทันใด กำลังจะอาละวาด ซูหลินก็สะบัดมือสั่งว่า “พาสาวใช้สองคนนั้นเข้ามา!”
หัวคิ้วฉู่อี้หมินขมวดมุ่น มองไปด้านหลังเขาอย่างไม่เข้าใจ
เห็นว่าองครักษ์สองคนลากปีกจื่อซวี่กับจื่อเหวยที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงและถูกมัดมือไพล่หลังเข้ามา ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็โยนคนทิ้งไว้ที่แทบเท้าของฉู่อี้หมิน
ฉู่อี้หมินสีหน้าดำมืด ถามเสียงกร้าวว่า “นี่มันหมายความว่าอย่างไร?”
“เป็นข้าที่ต้องถามท่านอ๋องมากกว่ากระมังว่าสิ่งที่จวนอ๋องหนานเหอทำมันหมายคว