แหละ!” ที่ด้านบน ซูอี้นั่งนิ่งไม่ขยับ น้ำเสียงยังคงราบเรียบอ่อนโยน
ดวงหน้าของซูหลินเปลี่ยนเป็นดำคล้ำ นิ้วมือใต้แขนเสื้อกำแน่นเป็นเสียงกรอบ
ต่อให้คนของเขาจะสังหารพวกคนร้ายให้สิ้นซากได้ แต่ถ้าเขาตายไปก่อนก็ถือว่าได้ไม่คุ้มเสีย
ต่อให้รู้อยู่เต็มอกว่ามันคือการข่มขู่ เวลานี้เขาทำได้เพียงโอนอ่อนผ่อนตาม
เพราะว่า…
เขาไม่อาจเสี่ยง
และไม่ต้องการ…
ที่จะเสี่ยงอันตรายนี้
ซูหลินสูดหายใจลึกเพื่อกดเพลิงโทสะในใจ สายตาเย็นชาอำมหิตจ้องเขม็งที่ดวงหน้าหลังผ้าโปร่งดำมืด เค้นเสียงลอดฟันว่า “เจ้าต้องการอะไร?”
ซูอี้ไหวศีรษะไปมา หัวเราะน้อยๆ “ง่ายมาก ยกเกี้ยวหลังนี้กลับเข้าไปเสีย”
ซูหลินหันกลับไปมอง นัยน์ตาเบื้องลึกมีเงาอาฆาตวูบผ่านแล้วหายไป พร้อมกับเข้าใจอะไรได้ถึงบางสิ่ง ถึงเอ่ยคำพร้อมเสียงหัวเราะว่า “เจ้าคิดจะหยุดข้าไม่ให้ไปเอาเรื่องที่จวนอ๋องหนานเหอ เจ้าเป็นคนของจวนนั้นรึ?”
นอกจากว่าเป็นคนของจวนอ๋องหนานเหอ เกรงว่าจะไม่มีใครอาจหาญถึงขั้นนี้ กล้าทำร้ายเขาถึงหน้าประตูจวนสกุลซู ทั้งยังใช้วาจาข่มขู่ไม่กลัวเกรง
เมื่อเป็นเช่นนี้ ซูหลินถึงได้ปักใจเชื่อในข้อที่ว่า…
เรื่องนี้ไม่ใช่ฝีมือของฉู่หลิงซิ่วเพียงคนเดียวอย่างแน่นอน มั่นใจได้เก้าในสิบว่าเป็นแผนที่จวนอ๋องหนานเหอคิดจะใช้จัดการเขา
ซูหลินคิดไป ไฟในใจก็ยิ่งโหมลุก เอ่ยเสียงกร้าวว่า “เจ้าคิดว่าถ้าวันนี้หยุดข้าได้ แล้วเรื่องนี้ก็จะจบง่ายๆ เหมือนกับว่าไม่เคยเกิดขึ้