นรึ? เจ้าจะมีปัญญาเฝ้าประตูจวนข้าได้สักกี่วัน?”
“ใครว่าข้าจะหยุดเจ้า?” ซูอี้ไม่คิดเช่นนั้น เขายืนขึ้นพลางปัดชุดที่อยู่บนตัว ร่างสูงที่ยืนเด่นใต้แสงจันทร์ดวงกลมให้อารมณ์ลึกลับและเป็นปริศนาแก่ผู้ที่ได้เห็นอย่างที่สุด
บนหลังคากระเบื้อง เขายืนตะหง่านพลางมองลงมาด้านล่าง เอ่ยว่า “พวกเจ้าอยากจะทำอะไร จะไปที่ไหน ข้าไม่ยุ่ง แต่ว่าเกี้ยวหลังนั้นจะออกจากจวนไม่ได้เด็ดขาด”
ความสนใจของเขาคล้ายจะพุ่งไปที่เกี้ยวหลังนั้นทั้งหมด
ซูหลินพลันโง่งม หันขวับกลับไปมองอีกรอบหนึ่ง
หากว่าเขาไม่อาจพาตัวฉู่หลิงซิ่วกลับไปส่งที่จวนอ๋องหนานเหอให้เร็วที่สุด แล้วข่าวไปถึงหูเบื้องบนเข้าการเคลื่อนไหวใดๆ คงเหมือนถูกมัดมือมัดเท้า ถึงตอนนั้นสถานการณ์จะพลิกผันเช่นไรก็ยากจะคาดเดา
ซูหลินพะว้าพะวงไม่อาจตัดสินใจ
ซูอี้คอยได้พักหนึ่ง เห็นว่าเขาไม่รุกไม่ถอยก็เอ่ยต่อด้วยรอยยิ้มบางๆ ว่า “ข้านั้นมีเวลารอให้เจ้าพิจารณาอย่างรอบคอบ แต่หากตอนนี้เจ้าไม่ไปเสียทีงานเลี้ยงที่จวนอ๋องหนานเหอทางนั้นคงใกล้จะเลิกแล้ว”
หัวใจของซูหลินกระตุก แต่การถูกผู้อื่นบีบบังคับเช่นนี้ทำให้เขาไม่อาจสงบใจได้เลย
เขาไม่อาจเสียเวลาอยู่ที่นี่ต่อไปอีกแล้ว
แต่ว่า…
“เจ้าเป็นใครกันแน่?” ซูหลินเปิดปากถามอีกครั้งเมื่อได้สติ
ซูอี้อยู่ในสถานะเป็นต่อ ย่อมไม่ตอบคำถามเขาเพียงฉีกยิ้มให้ช้าๆ “สักวันหนึ่ง เจ้าจะรู้เอง รีบร้อนไปไยเล่า?”
ซูหลินมองออกในที่สุด คนผู้นี้ไม่มีทางให้ใค