่งเท้า ฝืนยืดหลังให้ตรงแน่ว เอ่ยเสียงกร้าว “เจ้าอย่ามาเที่ยวใส่ความผู้อื่น ข้าไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น เรื่องนั้้นซูหว่านเป็นคนทำ ไม่เกี่ยวกับข้า อยากรู้อะไรก็ไปถามนางสิ”
คำยังไม่จบดี นางพลันนึกอะไรออกบางอย่าง อารมณ์บนหน้าจึงแข็งทื่อ
สุดท้ายได้ยินเสียงหัวเราะเย้ยหยันจากฉู่สวินหยาง “ข้าได้บอกหรือยังว่าเรื่องไหนเป็นฝีมือของซูหว่าน? ถือว่าเจ้าสารภาพออกมาเองได้ใช่ไหม? หากไม่ใช่เจ้าที่คอยชี้แนะ หากไม่ใช่เจ้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้นาง จวนอ๋องหนานเหอสามร้อยกว่าคนกลายเป็นแจกันประดับไปแล้วหรือไง? ถึงได้ปล่อยให้คนนอกวางอำนาจบาตรใหญ่ คิดจะทำอะไรก็ทำ?”
ฉู่หลิงอวิ้นถูกนางกระตุ้นจนเดือดดาล เลิกคิดจะแก้ตัวอีก เพียงตั้งคอแข็งทื่อ เอ่ยว่า “ข้าไม่อยากเปลืองน้ำลายกับเจ้า ถ้าเจ้าฉลาดหน่อยก็หลีกทางไปเสีย คิดจะแตะต้องข้า ก็ต้องดูว่าเจ้ามีความกล้าพอหรือเปล่า?”
ฉู่สวินหยางไม่กล้าแตะต้องนางจริงๆ หรอก ไม่อย่างนั้นคงทำเรื่องให้ใหญ่โตวุ่นวายไปแต่แรกแล้ว
ทว่า…
แม้ฉู่หลิงอวิ้นจะรักษาความสุขุมไว้บนใบหน้าสุดชีวิต ทว่าหัวใจกลับกระวนกระวายไม่เป็นสุข ตลอดเวลาก็เอาแต่ตะแคงหูคอยฟังเสียงความเคลื่อนไหวในจวนสกุลซู
ฉู่สวินหยางมีหรือจะรู้ไม่ทันนาง? เห็นท่าดังนั้นก็เอ่ยขำๆ ว่า “ทำไมเล่า กลัวว่าข้าจะแหกปากขึ้นมารึ?”
ทันทีที่คนสกุลซูได้มาเห็น ต่อให้นางมีร้อยปากก็ยากจะอธิบาย
ความคิดของฉู่หลิงอวิ้นถูกเปิดเผย หลุดเสียงตวาดออกไปด้วยค