วามอับอายที่กลายเป็นเกรี้ยวกราด “เจ้ากล้า?”
“เจ้ากลัว?” ฉู่สวินหยางย้อนถาม
สีหน้าของฉู่หลิงอวิ้นชะงักกึก กัดริมฝีปากแน่น เพลิงโทสะเผาไหม้ในดวงตา ไอสังหารแผ่ออกมาอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่สวินหยางกลับทำเป็นมองไม่เห็นสายตาดำมืดที่คมกริบดั่งมีดดาบของนาง
นางก้มหน้าแล้วเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ยังคงหัวเราะออกมาอย่างผ่อนคลาย เอ่ยช้าๆ ว่า “ตอนนี้ยังเร็วไป กว่าซูหลินจะกลับเข้าเรือนหอไปเจอเรื่องประหลาดใจที่เจ้าเตรียมเอาไว้ให้ก็คงจะอีกสักพัก ถือโอกาสนี้ที่ทัศนียภาพบนกำแพงออกจะงดงาม ไม่สู้พวกเรามาเจรจากันหน่อย? วิเคราะห์หาข้อได้ข้อเสียของหมากกระดานนี้ ?”
ฉู่สวินหยางพูดไป มือข้างหนึ่งก็คว้ากำแพงไว้ แล้วกระโดดขึ้นไปบนนั้นอย่างง่ายดายอีกครั้งหนึ่ง
มือทั้งสองข้างยันกับอิฐด้านบนกำแพง มองลงมาด้วยนัยน์ตายิ้มหยี แกว่งขาเล่นอย่างไม่ทุกข์ร้อน สบายใจไม่มีใดเปรียบ
ลู่หยวนกับชิงหลัวตามฉู่สวินหยางไปติดๆ
ฉู่หลิงอวิ้นสิ้นไร้ไม้ตอก โมโหจนควันขึ้นหน้า ถอยหลังหนึ่งก้าว มองนางด้วยความอาฆาตแค้น
ฉู่สวินหยางไม่สนใจ มองพระจันทร์ทรงกลมที่ลอยเคว้งไกลสุดตา เปิดปากด้วยน้ำเสียงไม่รีบร้อน
“เรือนหอทางนั้นข้าไม่รู้รายละเอียดหรอกว่าเจ้าจัดการอย่างไร แต่เรื่องราวพลิกผันร้อยแปด อีกไม่นานเจ้าอาจถูกเปิดโปงก็เป็นได้? หรือว่าจะรอให้พวกเขาเปลี่ยนข้าวสารเป็นข้าวสุก แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยโผล่หน้าไปสารภาพผิด? อย่างไรก็ตามแผนที่เจ้าต้องรีบกลับจวนอ๋อง