วันนี้จวนอ๋องหนานเหอมีงานมงคล แม้ว่าพวกเขาจะตระเตรียมกันมาล่วงหน้า แต่ว่าฉู่สวินหยางไม่ได้รับอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น เหตุการณ์เกิดพลิกผัน หากทำให้จวนท่านอ๋องเข้าไปมีเอี่ยว พวกเขาที่เป็นเพียงบ่าวคุ้มเรือนจะแบกรับโทษทัณฑ์ไหวหรือ?
ขบวนคนที่ยกกันมามากมาย พลันลังเลไม่รู้จะไปต่ออย่างไร
ซูหว่านถูกทิ้งให้โดดเดี่ยว สีหน้าซีดแล้วซีดอีก…
คนของจวนอ๋องหนานเหอคิดจะถอนตัวออกห่าง?
ฉู่สวินหยางเห็นว่าแผนการลุล่วง จึงยิ้มออกมาอย่างพอใจ เอ่ยต่อว่า “ท่านหญิงซู ก่อนหน้านี้ที่พระราชนิเวศน์ ใต้เท้าเหยียนหลิงเป็นคนจัดการมือสังหารที่ทำร้ายเจ้า อภัยที่ข้าหูตาคับแคบ หรือว่านี่เป็นวิธีการที่สกุลซูของเจ้าตอบแทนผู้มีพระคุณของตนเองรึ?”
“เจ้าไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่อง ข้ากับเขาไม่เคยรู้จักกัน จะมาว่าร้ายเขาอย่างไม่มีหลักฐานได้อย่างไร? อีกอย่าง หากมิใช่ฝีมือของเขาเหยียนหลิงจวิน แล้วคนผู้นั้นจะมานอนอยู่ตรงนี้ได้หรอ? เด็กรับใช้ผู้นี้ก็สลบอยู่ เจ้าอย่าบอกนะว่าพวกเขาทำร้ายกันเองจนบาดเจ็บ!” ซูหว่านเอ่ยอย่างเดือดดาล เข้าไปกระชากคอเสื้อของบ่าวคุ้มเรือนจวนท่านอ๋อง แล้วจ้องเขาด้วยสายตากดดัน “เมื่อครู่เจ้าก็เดินอยู่ข้างหน้าสุด เจ้าพูดออกมา เจ้าเห็นอะไร!”
ฉู่สวินหยางหัวเราะเสียงเย็น ก่อนจะเบือนสายตาไปด้านข้าง
เหยียนหลิงจวินเผยยิ้มจริงใจ ไม่แยแสแม้สักกระผีก
สีหน้าของบ่าวคุ้มเรือนคนนั้นเปลี่ยนเป็นสีตับหมู แม้จะรู้แก่ใจว่าเหตุการณ์นี้เป