ยท่าน...ท่านว่า…เช่นนี้…”
ฉู่อี้หมินพลันคิดอะไรขึ้นมาได้ เหลือบมองฉู่หลิงอวิ้นที่ร่ำไห้ด้วยสายตาซับซ้อน ก่อนจะสะบัดชายเสื้อหนีอย่างไร้อาลัย
“ลุกขึ้น!” เขาสั่งเสียงเข้ม
“ไม่! ถ้าท่านพ่อไม่รับปากลูก ลูกก็จะคุกเข่าอยู่แบบนี้!” ฉู่หลิงอวิ้นตัดสินใจเด็ดขาด ดวงหน้าขาวไร้สี แต่ก็ยังฝืนทนไม่ยอมขยับ
คนแซ่เจิ้งโถมตัวเข้าไปหา ตะครุบมือเขาไว้อย่างแรง “นายท่าน ในเมื่ออวิ้นเอ๋อร์ไม่อยากแต่ง เรื่องนี้ก็แล้วไปเถอะ หากท่านลำบากใจ ข้าเอง! ข้าจะไปขอร้องกับฝ่าบาทเอง ขอให้ฝ่าบาท…”
บัดนี้ผู้เป็นมารดาเจ็บปวดรวดร้าวแทนธิดา จึงไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
ฉู่อี้หมินหันหน้ากลับไปมองฉู่หลิงอวิ้นด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น มีเพียงความลังเลชั่วแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ยอมอ่อนข้อ เพียงสั่งเสียงเย็นว่า “เมื่อครู่แม่นมเหลียงมาส่งข่าวจากในวัง เสด็จย่าของเจ้าไปขอสมรสพระราชทานกับสกุลซูเบื้องหน้าพระพักตร์แล้ว อย่างช้าสุดพรุ่งนี้เช้า พระราชโองการก็จะถูกสั่งลงมา เจ้าก็เตรียมใจแต่งออกไปอย่างสงบเถอะ!”
เขาพูดจบก็สาวเท้าเดินไปทางประตู
ร่างของฉู่หลิงอวิ้นโอนเอน สองขาที่เจ็บปวดพลันอ่อนยวบ ทิ้งตัวลงกับพื้น
คนแซ่เจิ้งก็ไม่คิดว่าหลัวฮองเฮาจะเคลื่อนไหวรวดเร็ว