สั้นๆ”
แต่ตอนนั้น ทันทีที่ฉู่สวินหยางลงจากเรือมาพบกับฉู่อี้เจี่ยนก็มีสติปลอดโปร่ง ไม่มีความเลอะเลือนแม้แต่นิดเดียว
ฉู่สวินหยางปิดปากเงียบ ทั้งยังไม่รู้ว่าจะพูดอะไร…
กลายเป็นว่านางถือดีอวดฉลาดไปเสียอย่างนั้น?
“ช่างเถอะ ข้าไปหลอกเจ้าก่อน ถูกเจ้าหลอกคืน ทีใครทีมัน ข้าจะไม่คิดบัญชีกับเจ้า” ฉู่สวินหยางสูดหายใจลึกอีกครั้ง หมายสงบอารมณ์อย่างสุดความสามารถ นางตั้งสติแล้วออกแรงดึงนิ้วออกมาจากฝ่ามือของเขา ตอนที่ละสายตายังฉีกยิ้มให้เขาราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น พลางกล่าวว่า “สาวใช้ของข้าคงใกล้จะกลับมาแล้ว”
เหยียนหลิงจวินหัวเราะ แต่ก็ไม่รื้อฟื้นต่อ ปัดไอชื้นบนเสื้อคลุมแล้วถอยหลังไปสองก้าว กล่าวว่า “เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน ที่นี่…”
เขาพูดค้างไว้ พลางกวาดตาสังเกตรอบด้านอย่างไม่ค่อยวางใจนัก
“ไม่มีอะไรหรอก” ฉู่สวินหยางตอบ “อยู่ในเมืองหลวง ไม่มีใครกล้าลงมือกับข้าอย่างโจ่งแจ้ง”
เหยียนหลิงจวินคิดไปคิดมาก็เห็นว่าถูกต้อง ถึงค่อยสบายใจ
เวลานี้ ปรอยฝนบางเบาด้านนอกได้กลายเป็นเม็ดฝนห่าใหญ่ ครั้นถูกลมแรงพัดเข้า แม้ทั้งคู่จะยืนอยู่กลางศาลา แต่ก็ชื้นเปียกไปทั้งตัว
เหยียนหลิงจวินหยิบร่มบนโต๊ะขึ้นมากาง หมุนตัวมาคว้ามือของฉู่สวินหยาง