ทั้งหมู่บ้านไม่สบอารมณ์ทันที “ที่เสี่ยวเป่าชี้เจ้าใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล เจ้าขยี้เขาต่อไปสิดูซิว่าคราวหน้าเสี่ยวเป่าจะชี้เจ้าอีกหรือไม่”อินหลิวเฟิงที่ลูบจมูกเบาๆ รีบยอมรับผิด “ขอโทษ ท่านเสี่ยวเป่าข้าน้อยไม่ดีเอง แต่ข้าและท่านเป็นตั๊กแตนบนเชือกเส้นเดียวกันคราวหน้าท่านจะชี้ข้าเช่นนี้ไม่ได้แล้วนะ”“หากไม่ชี้เจ้า ไม่มีคำพูดไร้สาระเหล่านั้นของเจ้า บางทีคุณหนูเจี่ยงอาจจะไม่มาก็ได้ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณหนูเจี่ยงตั้งใจจะใส่ร้ายพวกเรา” แม้กู้จื่อเฟิงยังคงรู้สึกคลื่นไส้ แต่เขาจำเป็นต้องพูดว่านิ้วเล็กๆ ของเสี่ยวเป่านั่นช่างเป็นนิ้ววิเศษจริงๆอินหลิวเฟิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ก็ถูก เช่นนั้นหากเราแสร้งทำเป็นว่าถูกทุบตี จากนั้นก็ถูกจับขัง หรือไม่ก็หนีไปเลยก็คงไม่รู้ปัญหาในเชิงลึกกว่านี้จริงๆ แต่ว่า กูไหน่ไน เหตุใดเราจึงไม่หนีกันหรือ”กู้จื่อเฟิงมองไปที่เยี่ยนอวี๋ อันที่จริงเขาก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องมาที่นี่ ที่สำคัญคือเหตุใดต้องพาเขามาด้วย?แต่เยี่ยนอวี๋ไม่ได้ตอบ นางมองฟ้าที่มืดลงแล้วพูดว่า “เมื่อพระจันทร์ขึ้นและได้เข้าไปในศาลของพวกเขา เจ้าจะเข้าใจ”
เมื่อครู่นี้ เยี่ยนอวี๋ ‘ได้ยิน’ คำสั่งของคุณหนูเจี่ยงแล้ว ‘เมื่อพระจันทร์ขึ้น พวกเขาจะถูกพาไปที่ศาลเจ้ามังกรเพื่อบูชามังกร’หากนางเดาไม่ผิด กลิ่นอายแปลกประหลาดบนตัวของคุณหนูเจี่ยงน่าจะเกี่ยวข้องกับมังกรที่ว่า ส่วนกลิ่นอายนั่น…“คือกลิ่นอายของตัวเจ้า ‘เอง