หยางเซ่าเหิงยังคงมีสีหน้าขาวซีดและยังคงไม่ชอบแสงเจิดจ้าเท่าไรนัก แต่ก็ถือว่าดีขึ้นมากแล้วหากเทียบกับก่อนหน้านี้หากไม่ใช่เพราะประมุขหอโอสถเฉินซ่านมีความสามารถพอและยังมีสมุนไพรที่จำเป็นของราชสำนัก หยางเซ่าเหิงคงมิอาจปรากฏตัวอยู่ใต้แสงอาทิตย์เช่นวันนี้ได้แล้วเขาจ้องมองเยี่ยนอวี๋ด้วยความเคียดแค้น ทว่าผู้อาวุโสข้างกายเขาก็ปรามว่า “เจ้าสำนักน้อยอดทนไว้ สตรีนางนี้ไม่เพียงเกาะต้าซือมิ่งได้สำเร็จ นางยังมีชื่อเสียงไม่น้อยในเมืองหลวง ท่านอย่าผลีผลาม”“ก็แค่เทพธิดาที่ว่ามิใช่รึ ข้าว่าฮ่องเต้คงหลงเมามายในตัณหายกนางเป็นผู้วิเศษเลิศเลอ” หยางเซ่าเหิงกลับรู้สึกว่าสตรีนางนี้ก็เป็นแค่คนต ่าช้าดั่งที่กุ้ยเฟยกู้กล่าว“เจ้าสำนักน้อย อย่าจริงจังกับวาจาของกุ้ยเฟยกู้นักเลย ท่านอัครมหาเสนาบดีลิ่งเป็นผู้ประจักษ์ทุกสิ่ง ท่านเองก็เห็นว่าสตรีนางนี้ไม่ธรรมดา นางมีสายสัมพันธ์กับเทพยาดา ไม่ผิดเพี้ยนแน่นอน” ผู้อาวุโสกล่าวอย่างพินิจพิเคราะห์อันที่จริงหยางเซ่าเหิงก็รู้เรื่องนี้ดี เพียงแต่ความแค้นทำให้เขามิสามารถควบคุมตนเองได้ แต่ท้ายสุดเขาก็ยอมฟังแต่โดยดี ครั้นกำลังจะเก็บความแค้นเคืองนั้น…
“!”สายตาอันคมกริบดั่งใบมีดของเยี่ยนจื่อเยี่ยพุ่งใส่หยางเซ่าเหิงฝ่ายหลังนิ่งงันชั่วขณะ รอบกายแผ่ซ่านรัศมีอันทรงพลังออกมาด้วยสัญชาติญาณ!แซ่ด!อนุสติของทั้งสองปะทะกันจนแทบจะระเบิดออกเป็นประกายไฟเหล่าสตรีฝึกฌานที่มามุงดูมองไม่เห็น แต่พวกน