ข็งแกร่งแล้ว เขาไม่สามารถให้ชีวิตที่ดีกว่าแก่คุณหนูใหญ่เยี่ยนได้ เขาควรจะดีใจด้วยซ ้าที่ต้าซือมิ่งเข้ามาข้องเกี่ยวเรื่องนี้ ครอบครัวของเขาจึงเอาชนะไม่ได้“ขอบใจ” เยี่ยนอวี๋ลุกขึ้นขอบใจ “ขอเพียงเจ้าเห็นข้าเป็นเพื่อนเจ้า หลิวเฟิง เอ้อร์เหมาล้วนเป็นสหายของข้า”“เป็นเกียรตินัก!” กู้หยวนหมิงยิ้มได้ในที่สุด เหมือนกับฝนที่ตกปรอยๆ ในฤดูใบไม้ผลิ ทำให้สิ่งต่างๆเปียกปอนอย่างเงียบๆ แต่มันก็นำพาความงามมามากมาย ต้าซือมิ่งที่เห็นดังนั้นก็อดลุกยืนตามมิได้นัยน์ตาเขาขรึมลงเล็กน้อยอินหลิวเฟิง สง่างามรักอิสระ
กู้หยวนหมิง งดงามประหนึ่งฤดูใบไม้ผลิ…เมื่อส่งกู้หยวนหมิงกลับไปแล้ว เยี่ยนอวี๋ที่ถูกต้าซือมิ่ง ‘จูง’ตลอดเวลาเตรียมจะกลับเรือน นางอดยกมือขึ้นมาดูมือเรียวยาวที่สอดประสานจับกับแน่นนั้นไม่ได้ นางกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “จะจับถึงเมื่อไร”“ตลอดไป” เห็นได้ชัดว่าหรงต้าซือมิ่งที่มืออีกข้างหนึ่งยังอุ้มเด็กน้อยไว้นึกอยากจะพูดอะไรก็พูดเยี่ยนอวี๋ “…”นางมิได้พูดอะไร ได้แต่ ‘จูง’ เขากลับไปจนถึงลานหน้าเรือนของตน ฝีเท้าไม่เร็วนัก ราวกับกำลังเดินเล่นใต้แสงจันทร์กับสองพ่อลูกต้าซือมิ่งที่ไม่ถูกสลัดมือออกก็เลิกคิ้วโก่งยาวของเขา พลางชายตามองคนข้างกาย “คิดอะไรอยู่หรือ”“เจ้า”คำตอบนี้เกิดความคาดหมายของต้าซือมิ่งยิ่งนัก เขาชะงักฝีเท้าสายตาจ้องมองไปที่คนข้างกายที่ถูกเขาดึงให้หยุดเดิน นัยน์ตาลึกซึ้ง“ให้เจ้ามอง”เยี่ยนอวี๋ก็หยุด