“หมายความว่าอย่างไร” เยี่ยนจื่อเยี่ยขมวดคิ้วถาม รู้สึกได้ว่ามีความหมายมากกว่านั้นโหย่วฮู่ปั๋วกลับส่ายศีรษะ “กล่าวเช่นนี้แล้ว มากกว่านี้ข้าบอกมิได้”เยี่ยนจื่อเยี่ยอดมองโหย่วฮู่ปั๋วอย่างลึกซึ้งไม่ได้ สบตาเค้นถามทำให้โหย่วฮู่ปั๋วยิ้มลำบากใจ “เจ้าอย่ามองข้าเช่นนี้เลย หากบอกมากกว่านี้ได้ ข้าก็คงไม่ปิดบังเจ้าและครอบครัวของเจ้าหรอก เรื่องนี้รู้ให้น้อยเป็นการดีที่สุด อย่างไรก็ตามพวกเจ้าต้องระวัง”อินสวินอี้ครุ่นคิด ต้าซือมิ่งที่อุ้มบุตรก็กล่าวด้วยน ้าเสียงราบเรียบว่า “ตระกูลโหย่วฮู่ดูแลตัวเองให้ดีก่อนเถิด”คำพูดนี้ไม่มีความเกรงใจสักเท่าไรนัก ทำให้สีหน้าฮู่ปั๋วแปรเปลี่ยนเล็กน้อย แต่เขาก็มิได้พูดอะไร เพียงแค่กล่าวลาทุกคน“ข้ามีธุระต้องกลับจวน”“ให้ข้าไปกับเจ้าหรือไม่” เฟิงจื่ออวิ๋นถาม“มิต้อง เจ้าอยู่กับจื่อเยี่ยเถิด พรุ่งนี้ข้าจะกลับสำนักศึกษา” โหย่วฮู่ปั๋วอำลาทุกคนก่อนจะหันหลังเดินไปทางรถม้าของตระกูลโหย่วฮู่“พิลึกคนจริงๆ พี่ใหญ่ เพื่อนสนิทของพี่คนนี้เชื่อได้หรือไม่” เยี่ยนจื่อเสาอดถามไม่ได้
เฟิงจื่ออวิ๋นกลับชิงตอบว่า “โหย่วฮู่เป็นบุตรคนโต ต้องแบกรับหน้าที่ฟื้นฟูตระกูลโหย่วฮู่อันหนักหนา บางครั้งอาจจะไม่จริงใจเท่าไรนัก แต่เขาก็ปฏิบัติต่อข้าและจื่อเยี่ยไม่เลว”“อืม” เยี่ยนจื่อเยี่ยเห็นด้วย“เขาอาจจะต้องการเตือนพวกเราว่าฮ่องเต้ยังมีแผนรับมือ แต่ก็กลัวว่าพูดออกมาแล้วจะทำให้พวกเราตกอยู่ในอันตราย ดังนั้