ห็นว่า ถึงแม้ทั้งสองคนจะไม่จากไป แต่ก็นับว่าให้ความร่วมมือดี จึงไม่ได้สู้กับพวกเขา เขาพาคนของเขาเดินไปที่ประตูอันผุพัง เมื่อเดินผ่านแผ่นศิลาประหลาดก็หยุดไปชั่วขณะหนึ่งราวกับกำลังสังเกตร่องรอยบนนั้นกู้หยวนหมิงกำลังดูร่องรอยเหล่านั้น และเขาก็เห็นเบาะแสบางอย่างจึงถามว่า “น่าจะมีอักษรคำว่า ‘ตำหนักไท่ชาง’ อยู่บนนั้นกระมัง ถูกคนขุดออกไปแล้วหรือ”“ไม่รู้สิ ตอนที่ข้ามาถึงก็เป็นแบบนี้แล้ว พวกเราไม่ได้แตะต้องอะไรเลย” อินหลิวเฟิงไม่เข้าใจด้วยซ ้าว่าทำไมถึงมีคนขุดคำนั้นออกไป
อ้อ ไม่! ไม่ใช่สิ…จู่ๆ อินหลิวเฟิงก็มีความคิดบางอย่างแวบเข้ามาในสมอง เขานึกอะไรออกแล้ว! แล้วจึงกระซิบกระซาบกับกู้หยวนหมิงว่า “ตามบันทึกปฐมราชินีของตำหนักไท่ชาง ดูเหมือนจะเชี่ยวชาญการเขียนยันต์เจ้าคิดว่าอักษรที่นางเขียนด้วยตัวเอง จะมียันต์ลึกลับแฝงอยู่ในนั้นหรือไม่”“เกรงว่าจะใช่!” หัวใจของกู้หยวนหมิงเต้นเร็วขึ้นพลางกล่าวว่า“หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ แค่ตัวอักษร ‘ธรรมดา’ คงจะไม่ถูกขุดออกไปเช่นนี้แล้วสถานที่แห่งนี้ก็คือตำหนักไท่ชางจริงๆ!”“ใช่แปดในสิบส่วน!” เดิมทีอินหลิวเฟิงก็คิดไม่ต่างกันนัก แต่ตอนนี้เขามั่นใจในที่มาของวิมานเทวาสถิตนี้มากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งมั่นใจถึงที่มาของคุณหนูใหญ่เยี่ยนมากขึ้นด้วยในเวลาเดียวกัน ชือหมิ่นซิงและพรรคพวกได้ประทับรอยมือสีเพลิงประหลาด โดยมีชือหมิ่นซิงเป็นผู้นำ! ตรงไปที่ประตูผุพังแล้วตบอย่างแรง!เอี๊ยดป