งอย่างเร่งรีบ หยิบกระดาษกับหมึกขึ้นมาแล้ววาดภาพจนเสร็จเพียงหนึ่งลมหายใจ ฝีมือการวาดภาพของเจินเหิงพอมีชื่อเสียงบ้างเล็กน้อย ยามเขาหยุดลง เพื่อนร่วมเรียนหลายคนก็เดินเข้ามาเชยชม “ข้าขอดูดอกกล้วยไม้ที่น้องเจินวาดสักหน่อย”
เจินเหิงพลิกกระดาษกลับมาแล้วม้วนเก็บ เขายิ้มและกล่าว “ข้าวาดใหม่ดีกว่า ภาพนี้เสียไปแล้วไม่น่าดูเท่าไหร่นัก”
เมื่อเขาพูดเช่นนี้ คนนั้นจึงล้มเลิกความคิด
เจินเหิงแอบถอนหายใจ เมื่อหมึกแห้งเขาจึงทำการเก็บภาพไว้ แล้ววาดภาพดอกกล้วยไม้ในลำธารบนภูเขาใหม่เพื่อเป็นการรับมือกับเรื่องนี้
“น้องเจิน วันนี้เจ้าดูใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัวภาพดอกกล้วยไม้ภาพนี้ก็ไม่มีชีวิตเท่ากับภาพของพี่หลี่”
เจินเหิงหัวเราะอย่างใจลอย “ฝีมือข้าเด่นสู้พี่หลี่ไม่ได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”
หลังจากได้ชมดอกกล้วยไม้และได้วาดภาพแล้วทุกคนจึงออกความเห็นว่าไปดื่มสุราด้วยกันที่หอจ้วงหยวน แต่เจินเหิงขอตัวกลับท้ายเรือนศาลาว่าการพระนครด้วยข้ออ้างว่าปวดหัว“เหิงเอ๋อร์ ทำไมวันนี้กลับมาเร็วเชียวล่ะ” เสียงนุ่มนวลของสตรีนางหนึ่งดังขึ้น
“วันนี้แยกย้ายกันเร็วขอรับท่านแม่ ลูกขอกลับห้องหนังสือก่อนนะขอรับ”
“เจ้ากินข้าวมาแล้วหรือยัง” เจินฮูหยินเอ่ยถามแต่เจินเหิงกลับเดินไปไกลแล้ว นางจึงส่ายหัวอย่างจนใจ “ลูกคนนี้ วันนี้ทำไมถึงทำตัวเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง หรือว่าอากาศร้อนเกินไป”
เจินเหิงเดินเข้าห้องหนังสืออย่างเร่งรีบ และทำการปิดปร