เห็นหญิงในใจเผยอาการสบายใจเขาจะรับไม่ได้ เพราะหัวใจของเขาไม่ได้หลอกจากเหล็ก มันก็เจ็บเป็นเหมือนกันนะ
เมื่อเดินออกมาถึงตรงประตู แสงจ้าของตะวันที่สาดส่องลงมา ส่องจนใบหน้าของชายหนุ่มที่ซีดขาวมีความปลอดโปร่งเล็กน้อย
อวี้จิ่นยืนนิ่งตรงประตูอยู่ครู่หนึ่ง ด้านหลังของเขาไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เขาถอนหายใจเบาๆ แล้วก็ก้าวเท้ากว้างเดินหน้าออกไป
เมื่อเดินออกจากตรอกซอยเล็กจนถึงถนน เสียงร้องไห้ก็ดังเข้ามาในหูเป็นพักๆ เป็นเสียงจากงานไว้ทุกข์ในจวนหย่งชัวปัว ที่นี่ห่างจากจวนตงผิงปัวไม่ไกลอยู่แล้ว ก็เหมือนกับบ้านพักของเขาที่อยู่ในตรอกซอยเชวี่ยจื่อ ที่เป็นสถานที่ที่เขาแทบรอไม่ไหวที่จะเลือกเมื่อมาถึงเมืองหลวงครั้งแรก
เขาอยากอยู่ใกล้นางให้มากหน่อย แม้ว่าไม่สามารถอยู่ด้วยกันทันที เพียงคิดว่าทั้งสองคนได้ใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่เดียวกัน ยามเงยหน้ามองฟั้าได้มองท้องฟั้าผืนเดียวกัน หัวใจดวงนั้นที่ยังไม่มีที่ให้พักพิงก็จะรู้สึกมั่นคงขึ้น
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยพลันดังขึ้น “อ้าว น้องเจ็ดนี่เจ้าเป็นอะไรไป ขวัญหายใจลอย หากไม่รู้จักคงนึกว่าถูกปล้นมาซะอีก”อวี้จิ่นดึงสติกลับมาแล้วมองคนตรงหน้า
บุรุษที่พูดกับเขาอายุยี่สิบต้น สวมใส่เสื้อผ้าอย่างคนมีหน้ามีตา มีดวงตากลมโตคิ้วหนาเป็นรูปลักษณ์ที่ดูดี เขาคือองค์ชายห้าหลู่อ๋อง
องค์ชายห้าพัดพัดผับไปมา ดวงตามีความโกรธแฝงอยู่
วันนี้ได้เจอหน้าไอ้คนโง่เง่าเต่าตุ่นนี่ได้ยังไงนะซวยจริง