ากกว่าไท่จื่อ
อีกอย่าง ฉินอ๋องเพิ่งจะมีชันษาสามสิบต้นๆ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชายหนุ่มมีเสน่ห์มากที่สุด หากคำพูดของหลู่อ๋องแพร่งพรายออกไปเกรงว่าจะไม่น่าฟังเท่าไหร่นัก
องค์ชายห้ารู้ตัวว่าพูดผิดไป จึงเขม่นตาใส่อวี้จิ่น“เจ้าเจ็ด วันนี้เจ้าอยากสู้กับข้าหรืออย่างไร วันนั้นเจ้าฟาดศีรษะข้าอย่างไม่มีที่ไปที่มา บัญชีนี้ข้ายังไม่ได้คิดกับเจ้าดีๆ เลย!”
อวี้จิ่นเข้าใจทันที “ที่แท้ก็พี่ห้านี่เอง”
องค์ชายห้าถึงกับเอามือทาบหน้าอก
นึกเขาออกสักที นี่เขาต้องกล่าวคำขอบคุณด้วยหรือไม่
ความโกรธนี้หากไม่ได้ระบายออกไป เขาต้องจุกอกตายเป็นแน่
องค์ชายห้าเก็บพัดพร้อมกับยิ้มเย็นชาแล้วเอ่ย“นี่ เจ้าเจ็ด อย่ามาพูดไร้สาระพวกนี้เลยดีกว่าเจ้ากล้าสู้กับข้าสักตั้งหรือไม่ ข้าบอกไว้ก่อนเลยว่า ครั้งนี้ ไม่ว่าใครเสียเปรียบ ก็ห้ามฟั้องไปถึงเสด็จพ่อเด็ดขาด!”
อวี้จิ่นส่ายหัวยิ้ม ท่าทางนั้นสบายๆ ดั่งสายลมพัดแผ่วเบา “พี่ห้าอย่าล้อเล่นเลย พี่น้องด้วยกันจะสู้กันเองได้อย่างไรเล่า คำขอของพี่ข้าไม่อาจรับปากได้”
“ถุย วันที่เจ้าใช้ไหสุราฟาดศีรษะข้า ทำไมถึงไม่คิดว่าเราเป็นพี่น้องกันล่ะ” องค์ชายห้าโกรธจนหน้าดำ
ชายหนุ่มคิ้วงามและดวงตาที่รู้จักแบ่งแยกดีชั่วแต่เต็มไปด้วยความไร้เดียงสา “วันนั้นข้าดื่มมากไป”เป็นเหตุผลที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ จนองค์ชายห้าตอบโต้กลับไม่ได้ถึงชั่วขณะ
อวี้จิ่นยิ้มให้องค์ชายห้าที่โกรธจนแทบจุกอกตาย“วันนี้น้องมีสติเป็นอ