งไม่ออกหรือว่าเด็กสองคนนั้นไม่ได้จัดการง่ายๆ”เมื่อพูดถึงตรงนี้ แววตาของลุงจางก็มืดมนลง“เจ้าคิดว่าอาการอี้เจิ้งกำเริบกะทันหันในโถงพิธีเมื่อตอนกลางวันเป็นเรื่องบังเอิญ? ข้าว่าสองพี่น้องนั่นต้องมีส่วนเกี่ยวข้องบ้างล่ะ”
จิ้วไท่ไท่พลันตื่นเต้น “ท่านหมายถึงอาการอี้เจิ้งของข้าที่กำเริบเป็นฝีมือของสองพี่น้องนั่น?”
ลุงจางไม่ออกเสียง เห็นได้ชัดว่ายอมรับโดยปริยาย
สีหน้าของปั้าสะใภ้เริ่มแย่ เริ่มพูดพึมพำ “เป็นไปไม่ได้หรอกกระมัง พวกเขายังเป็นเด็กอยู่เลย จะมีความสามารถขนาดนั้นเชียวรึ”ลุงจางหันกลับไปมองตัวเรือนที่สว่างไสวไปด้วยโคมไฟ พลางเอ่ยเสียงต่ำ “เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน ในประวัติศาสตร์ยังมีเด็กอายุสิบสองดำรงตำแหน่งมหาเสนบดีเลย”
“คนเช่นนั้นเป็นชนหมู่น้อยมิใช่รึ” ปั้าสะใภ้เอ่ยถามงึมงำ
ลุงจางหันหน้ากลับมาแล้วเหล่ตามองปั้าสะใภ้หนึ่งที “แล้วเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าเขาสองคนไม่ใช่ชนหมู่น้อย? แต่ว่า ข้าเป็นลุงของพวกเขาอย่างไรข้าก็คาดหวังให้พวกเขาประสบความสำเร็จ ยิ่งทั้งสองตระกูลได้ใกล้ชิดกันแน่นอนว่ายิ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่หากเป็นไปไม่ได้ ก็ไม่ควรอาฆาตแค้นต่อกัน หากเป็นเช่นนั้น ข้าคงละอายใจต่อน้องสาวข้าไม่น้อย”
เมื่อได้ข่าวน้องสาวกับน้องเขยเสียชีวิตในวันเดียวกัน อยากได้ลูกสาวของพวกเขามาเป็นลูกสะใภ้นั้น ถึงแม้มีความโลภส่วนตัวอยู่จริง แต่ความคิดนั้นก็เกิดขึ้นจากความหวังดี ซึ่งดีกว่าให้สองพี่น้องถูกคนในตร