าบานหน้าโลงศพของท่านพ่อกับท่านแม่ข้า ปรากฏว่าพอพวกเขาเริ่มสาบานฟั้าก็ผ่าลงมาทันที”
เจียงซื่อมองท้องฟั้าด้านนอกหน้าต่าง พร้อมกับกล่าวความจริงบางส่วนออกไป “ก็เพราะก้อนเมฆบนฟั้าพูดได้น่ะสิ”
สีหน้าของเซี่ยชิงเหยาเต็มไปด้วยความมึนงง “อาซื่อ ข้าไม่เข้าใจความหมายของเจ้า ก้อนเมฆจะพูดได้อย่างไร แล้วเจ้าไปร่ำเรียนเรื่องพวกนี้มาจากที่ใด”
เจียงซื่อหัวเราะ “พอได้เจอเรื่องซวยเยอะเข้า ก็มักได้พบกับโอกาสใหม่ๆ เรื่องนี้เอาไว้ก่อน เอาเป็นว่าเรื่องเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับเทพเซียนหรือผีสางก็เพียงพอแล้วล่ะ และข้าก็ไม่มีความสามารถเรียกฟั้าแลบผ่าใส่พวกเขาด้วย แต่ข้าว่าพอเป็นเช่นนี้ เรื่องงานแต่งงานของพี่เซี่ยก็คงไม่กล้าเข้ามายุ่งอีกแล้วล่ะ”
เซี่ยชิงเหยาไม่ใช่คนที่ดื้อรั้น เมื่อเจียงซื่อพูดเช่นนี้แล้วนางจึงไม่ถามอีก มุมปากพลางเผยรอยยิ้มเยาะเย้ย “ถ้าพวกเขากล้ายุ่งอีก พี่ใหญ่คงไม่เห็นแก่หน้าใครอีก แล้วพวกเขานั่นล่ะ ที่อย่าได้เผยความคิดสกปรกๆ ออกมาต่อหน้าผู้คนอีก”
เซี่ยชิงเหยาพูดไป หยดน้ำตาพลางไหลออกมา“เพราะได้เจ้าแท้ๆ เลยอาซื่อ ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะบีบบังคับข้ากับพี่ใหญ่ไปถึงไหน”
พวกตระกูลชนชั้นสูง ยามปกติต่างอยู่กันอย่างสูงตระหง่านไร้ขีดจำกัด แต่ยามใดที่เสาหลักล่มสลายลง ก็จะถูกญาติสนิทซึ่งไม่รู้มีตั้งเท่าไหร่ใช้ข้ออ้างดูดีต่างๆ นานากินเลือดกินเนื้อด้วยกันเองถึงเซี่ยชิงเหยาจะไร้เดียงสาแค่ไหน ก็เคย