หรอกหรือความคิดนี้แทบจะทำให้ใจของนางแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี
พ่อบ้านรู้ว่าตนเองพูดผิดไปแล้ว จึงรีบตบปากตนเอง “โอย บ่าวมันปากพล่อย สมควรถูกตบแล้ว!”
เซี่ยอินโหลวกุมมือน้องสาว จ้องมองไปที่พ่อบ้านด้วยสายตาอันเย็นเยียบ
พ่อบ้านเหงื่อแตกพลั่ก คุกเข่าลงอย่างช่วยไม่ได้
เจินซื่อเฉิงกระแอมเล็กน้อย
แม้ว่าเขาจะเข้าใจความเจ็บปวดของครอบครัวของเหยื่อที่ถูกฆาตรกรรมดี แต่ว่านี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ มาขัดขวางเช่นนี้ก็ทำให้เขาอดโมโหขึ้นมาไม่ได้!
ถ้าใต้เท้าไม่รู้สึกโกรธเลย ก็คงเป็นพระโพธิสัตว์ไปแล้ว
“โต้วเหนียงเป็นคนที่ไหน ก่อนจะเข้าจวนมาเคยทำอะไรมาก่อน”
พ่อบ้านไม่กล้าเปล่งเสียงใดๆ พลางจ้องมองไปที่โต้วเหนียง
โต้วเหนียงกลับตอบคำถามเจินซื่อเฉิงอย่างให้ความร่วมมือ “ครอบครัวของสามีบ่าวเป็นคนหนานเหอ สองปีที่แล้วข้าได้เสียสามีไป จึงมาเมืองหลวงหาเลี้ยงชีพโดยการขายขนมหวาน”
“มาเมืองหลวงคนเดียวอย่างนั้นหรือ”
“เจ้าค่ะ”
เจินซื่อเฉิงลูบเคราของตนเอง “ดูแล้วอายุของเจ้าก็ไม่ใช่น้อยๆ เป็นไปได้หรือที่จะไม่มีบุตรเลย”
เมื่อได้ยินเจินซื่อเฉิงพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา โต้วเหนียงมีจึงสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก แต่เห็นได้ชัดว่านางพยายามควบคุมอาการไว้อยู่ ชะงักไปเล็กน้อยแล้วจึงกล่าวต่อ “มีบุตรชายหนึ่งคน แต่ก็เสียไปตั้งแต่สองปีที่แล้วเช่นกันเจ้าค่ะ…”
พ่อบ้านลุกขึ้นอย่างเงียบๆ แอบถอนหายใจเบาๆ
ในเวลานั้นจึงได้รู้ว่าโต้วเห