หญิงสาวนิ่งงันไปคล้ายนึกไม่ถึงว่าไฉ่จูจะพูดเช่นนี้ออกมา ครู่ต่อมาจึงได้มีปฏิกิริยา ฟาดไปยังไฉ่จูด้วยความรวดเร็ว “เจ้าพูดอะไรน่ะอกตัญูเลี้ยงไม่เชื่อง!”
“หยุดเดี๋ยวนี้!” เจินซื่อเฉิงขมวดคิ้วตะคอกขึ้นทันใดนั้นก็มีเจ้าหน้าที่จากศาลาว่าการไปขวางหญิงสาวเอาไว้
หญิงสาวยังคงแยกเขี้ยวกางเล็บ “ให้เจ้ากิน ให้เจ้าดื่ม นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะพูดเช่นนี้ออกมาได้ เจ้ามีจิตใจคุณธรรมอยู่บ้างหรือไม่!”
ไฉ่จูที่นั่งอยู่กับพื้นร้องไห้เอ่ยว่า “คนที่ให้ข้ากินข้าดื่มคือพี่สาวข้า ไม่ใช่เจ้า!”
“ยังมีหน้ามาพูดอีก! เจ้ามันนางแพศยาไร้จิตคุณธรรม ลืมมารดาเจ้าไปแล้วหรือไร”
ไฉ่จูนิ่งงัน ปิดหน้าเอ่ยทั้งน้ำตาว่า “อย่างไรเสียท่านแม่ก็ใกล้จะแย่เต็มที ยัง…ยังมีอะไรให้ข้าต้องกลัวอีก…”
นางร้องไปพลางโขกหัวให้เจินซื่อเฉิง “ใต้เท้าบ่าวเคยได้ยินเรื่องท่านมาก่อน ท่านนำฉังซิงโหวซื่อจื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ช่างเป็นขุนนางผู้ซื่อสัตย์ยุติธรรมยิ่ง ได้โปรดทวงความเป็นธรรมให้พี่สาวข้าด้วย อย่าให้พี่สาวข้าตายไปแล้วยังต้องโดนปั้ายความผิดอย่างอยุติธรรมเลยเจ้าค่ะ…”
หญิงสาวเดือดดาลขึ้นเรื่อยๆ “นังแพศยา เจ้ารอข้าก่อนเถิด พอกลับไปแล้วต้องมีสักวันที่ได้จัดการเจ้าแน่!”
“ปิดปากนางไว้” เจินซื่อเฉิงสั่งเสียงเรียบ
พร้อมกับผ้ายัดเข้าไปในปากของหญิงสาวนั้นสถานการณ์พลันเงียบงันลง ได้ยินเพียงเสียงร้องห่มร้องไห้เบาๆ ของเด็กสาวเท่านั้น
เจินซื่อเฉิงทอดถอน