สาวรับใช้ที่เอ่ยปากขึ้นมานั้นก็คือหนึ่งในสี่ของสาวรับใช้ของฮูหยินนามว่าซย่าอวี่ ท่าทางเมื่อครู่ของเจินซื่อเฉิงทำให้นางมีความกล้าหาญขึ้นแล้วกล่าวว่า “เมื่อวานก่อนประมาณเที่ยงวัน บ่าวกลับเข้าไปในห้องเพื่อรับใช้ฮูหยิน แต่กลับพบโดยบังเอิญว่าดวงตาของชิวลู่แดงเรื่อ ดูเหมือนเพิ่งจะร้องไห้มา”
“นั่นหมายความว่า บางทีฮูหยินอาจจะตำหนิติเตียนนางก่อนหน้านี้” เจินซื่อเฉิงทำการคาดเดา
“เป็นไปไม่ได้!” เซี่ยชิงเหยากล่าวขึ้นอย่างกระตือรือร้น “แม่ของข้าปฏิบัติต่อพวกนางอย่างดีและมีเมตตาเสมอมา ข้าไม่เคยเห็นท่านแม่โมโหใส่พวกนางเลย”
เมื่อได้ยินคำพูดของเซี่ยชิงเหยาเช่นนั้น ซย่าอวี่จึงได้ก้มหน้าก้มตาลงไม่กล้าพูดอีก
เจินซื่อเฉิงไม่รู้จะทำอย่างไร จึงได้หันไปกำชับว่า“แม่นางเซี่ย ตอนที่ข้ากำลังสืบสวนคดีอยู่นั้นขออย่าได้เอ่ยแทรกขึ้นมา อารมณ์ของท่านอาจมีผลกระทบต่อการให้ปากคำของพวกนาง บัดนี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการตรวจสอบให้พบกับความจริงใช่หรือไม่”
เซี่ยชิงเหยากัดริมฝีปากตนเอง ดวงตาของนางแดงเรื่อมารดาของนางจากไปอย่างน่าหดหู่ อีกทั้งยังอาจถูกตราหน้าว่าปฏิบัติต่อคนรับชายอย่างใจดำเหตุใดนางจึงไม่ปวดหัวเล่า แต่ว่าใต้เท้าเจินก็กล่าวได้ถูกต้องแล้ว บัดนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความจริง มีเพียงความจริงเท่านั้นจึงจะสามารถปฏิเสธการคาดเดาต่างๆ นานาของคนภายนอกต่อมารดาของนางได้
“ซย่าอวี่ เจ้าคิดว่าปัวฮูหยินตำหนิติเตียนชิวลู่หรือไม