บ้านจึงได้รีบกล่าวขึ้นว่า “พี่ชายของชิวลู่นั้นเป็นคนไม่เอาการเอางาน ในตอนแรกก็ได้ทำงานอยู่ในจวน แต่เขาบ่นว่างานหนักเหลือเกินและไม่ทำอีกต่อไป ส่วนพี่สะใภ้ของนางได้ให้กำเนิดบุตรชายอยู่ถึงสามคน จึงไม่สามารถออกมาทำงานได้ น้องสาวของนางเป็นสาวรับใช้ระดับสอง แต่เนื่องจากมารดามีอาการปั่วยหนักจึงได้ขอลาและหยุดกลับไปดูแลแม่ เฮ้อ ดังนั้นทั้งครอบครัวจึงมีเพียงชิวลู่คนเดียวที่มีงานมีการทำ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจินซื่อเฉิงจึงได้เข้าใจว่าครอบครัวของนางล้วนอาศัยนางทำมาหากินเลี้ยงครอบครัว
“ท่านปัว เชิญส่งคนไปตามครอบครัวของชิวลู่มาที่นี่เถิด”
ยังไม่ทันที่หย่งชังปัวจะสั่งให้คนเดินทางออกไปตาม ก็ได้ยินเสียงร้องไห้ดังขึ้นโหยหวนออกมาจากบริเวณที่ไม่ไกลนัก
“ชิวลู่! เหตุใดเจ้าจึงใจร้ายเช่นนี้ เหตุใดจึงจากไปเพียงลำพัง!” พวกเขาเหล่านั้นพากันเดินทางมาหยุดอยู่ตรงหน้าและร้องไห้ออกมา ผู้ที่ตะโกนออกมาเมื่อครู่เป็นสตรีวัยประมาณสามสิบต้นๆ
พ่อบ้านจึงกระซิบบอกกับเจินซื่อเฉิงว่า “นี่คือพี่สะใภ้ของชิวลู่ขอรับ”
“ท่านปัวเจ้าขา ชิวลู่ปรนนิบัติรับใช้ฮูหยินมาเป็นเวลาไม่น้อย จะให้นางจากไปอย่างน่าหดหู่เช่นนี้มิได้นะเจ้าคะ” สตรีนางนั้นร้องห่มร้องไห้กับหย่งชังปัว
หย่งชังปัวได้ยินดังนั้นก็โกรธจัดและตะโกนออกไปว่า “หุบปาก!”
บรรดาคนรับใช้ได้ยินดังนั้นจึงส่ายหัวเป็นนัยๆคนที่อยู่ใกล้กับสตรีผู้นั้นจึงกระซิบบอกว่า “ฮูหยินสิ้นใจแล้ว