่าหากพี่อวี๋ชีใคร่อยากทานสิ่งใดก็ให้นำเงินนี้ไปซื้อ”
อวี้จิ่นจ้องถุงเงินนั้น “ข้าคงรับไว้ไม่ได้”
เขารู้สึกเหมือนว่าเคยเห็นถุงเงินนี้อยู่กับหลงต้านมาก่อน
“พี่อวี๋ชี ท่านรับไว้เถิด ท่านเป็นผู้มีพระคุณต่อข้าในสายตาน้องสี่ ท่านก็เป็นผู้มีพระคุณต่อนางเช่นกัน”
“ผู้มีพระคุณ?” อวี้จิ่นเอ่ยคำสี่พยางค์นั้นซ้ำพลางหันมองเจียงจั้นเขาไม่ชอบการเรียกแบบนั้นเลยสักนิด
ทั้งที่อาซื่อก็มีใจให้เขา ไฉนถึงได้มองเขาเป็นผู้มีพระคุณของพี่ชายเสียได้
เจียงจั้นหันหน้าไปหาหลงต้าน “หลงต้าน เจ้าออกไปก่อน ข้ามีเรื่องต้องพูดกับพี่อวี๋ชี”
หลงต้านเหลือบมองไปที่อวี้จิ่น อวี้จิ่นจึงพยักหน้าเล็กน้อย
หลงต้านมองถุงเงินบนโต๊ะอีกครั้งอย่างอาลัยอาวรณ์ กุมมือไว้ที่อกพลางถอยออกไปเมื่อในห้องเหลือเพียงชายหนุ่มสองคน เจียงจั้นจึงตัดสินใจว่าจะคุยเรื่องนี้ให้ชัดเจน
“พี่อวี๋ชี ข้ารู้เรื่องที่น้องสี่มาที่นี่วันนี้ ระหว่างทางกลับข้าได้ถามนางแล้ว…”
เมื่อเจียงจั้นเว้นวรรคไป หัวใจของอวี้จิ่นก็พลันหยุดเต้นตามไปได้
ยามที่อยู่ต่อหน้าเขา อาซื่อไม่เคยเอ่ยปากยอมรับเป็นไปได้ไหมว่าจะยอมบอกความจริงยามอยู่ต่อหน้าพี่ชาย…
ท่าทีจริงจังของอวี้จิ่นทำให้เจียงจั้นเริ่มประหม่าเขาจึงยกมือขึ้นลูบศีรษะตนเอง “น้องสี่นาง…นางไม่ได้คิดอะไรกับพี่อวี๋ชี… ข้ารู้ว่าพี่อวี๋ชีรู้สึกอย่างไรกับน้องสี่ เดิมทีหากน้องยินยอมพร้อมใจข้าที่เป็นพี่ชายก็คงไม่เอ่ยขัดสิ่งใด แต่ครั้น