อาหมานสบตากับเจียงจั้น ต่างก็แสดงอาการตกตะลึงด้วยกันทั้งคู่
ในชั่วอึดใจนั้น อาหมานที่ตั้งสติได้ก่อนรีบยกมือขึ้นปิดหน้าแล้ววิ่งกลับออกไปทันที
เจียงจั้นกระเด้งตัวขึ้นมา “อาหมาน กลับมาเดี๋ยวนี้! คิดว่าปิดหน้าแล้วข้าจะจำไม่ได้หรือยังไง”
หลงต้านตอบสนองอย่างฉับพลันรีบยื่นเท้าข้างหนึ่งเข้ามาขวางไว้
เจียงจั้นสะดุดเซจนเกือบล้ม ครั้นเงยหน้ากลับขึ้นมา เงาของอาหมานก็พลันหายวับไป
เจียงจั้นเดินดุ่มๆ กลับไปหาอวี้จิ่นพร้อมกับใบหน้าคร่ำเคร่ง สายตาจ้องเขม็งโดยไม่เอ่ยสิ่งใด
อวี้จิ่น “เหอะๆ”
“อย่ามาทำเป็นหัวเราะ!” คุณชายรองเจียงที่จวนจะปะทุอารมณ์อยู่รอมร่อชี้นิ้วไปที่เหลียงผีบนโต๊ะ และเอ่ยย้ำถามทีละคำ “นี่เป็นของที่น้องสี่นำมา?”
อวี้จิ่นลูบจมูกตัวเองอย่างไร้สุ้มเสียง“น้องสี่มาที่นี่ได้อย่างไร” เจียงจั้นถามต่อ
อวี้จิ่นยังคงไม่ตอบโต้
เจียงจั้นเริ่มร้อนใจจึงยื่นมือไปเขย่าตัวอวี้จิ่น“ตอบมาสิ!”
“โอ้ยๆ” อวี้จิ่นขมวดคิ้วพลางลูบท้อง เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผาก ใบหน้าของเขาขาวซีดจนน่าตกใจ
“เกิดอะไรขึ้น” เจียงจั้นชะงักไป
อวี้จิ่นเผยใบหน้าเจ็บปวดเกินทนทาน “คงช้ำในนิดหน่อย ไม่หนักหนา…”
เจียงจั้นเงียบไป “ไม่หนักหนาแล้วเหตุใดถึงดูเจ็บปวดเพียงนี้”
อวี้จิ่นยิ้มเฝือน “ข้าไม่เป็นอะไรจริงๆ…”
“ท่าน…” เมื่อเห็นสภาพของอวี้จิ่น เจียงจั้นก็จนใจจะคิดบัญชีด้วย ทำได้เพียงเก็บงำอารมณ์นั้นไว้เขาโกรธจนปวดไปทั้งซี่โครง แต่ก็ทำเพียง