จิ่งหมิงฮ่องเต้ยกพระหัตถ์ขึ้นนวดขมับ
มีบุตรมาก ช่างน่าปวดหัวเสียจริง
พระองค์เสด็จลงบันไดอยากดูให้ชัดกว่านี้ ครั้งนี้พระเนตรของพระองค์ตกอยู่ที่อวี้จิ่น
“เจ้า…”
เมื่อเห็นหน้าชัดเจนแล้วถึงได้พบว่าชายหนุ่มคนตรงหน้ารูปงามกว่าองค์ชายสี่มาก รูปหน้าละเอียดลออกว่า บุคลิกโดดเด่นกว่า รูปร่างตะหง่านเด่นสง่ากว่า เหมือนว่ารูปหน้าเดิมที่มีความหยาบกระด้างเล็กน้อยได้ถูกจัดแต่งใหม่มาแล้ว
จะว่าเหมือนก็เหมือนอยู่บ้าง ไม่ว่าใครมองดูก็มองออกว่าสองคนนี้มีความเหมือนกันอย่างไรแต่ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าดูเหมือนจะโดดเด่นกว่าองค์ชายสี่เล็กน้อย
“ลูกขอถวายบังคมแด่เสด็จพ่อ” อวี้จิ่นอนุญาตให้จิ่งหมิงฮ่องเต้ตรวจมองให้พอแล้วจึงก้มหน้าเอ่ยออกไป
“จิ่น?” จิ่งหมิงฮ่องเต้รู้สึกยิ่งงงงวยไปกันใหญ่ จึงหันไปสบตากับขันทีพานไห่หนึ่งที
พานไห่เอ่ยเตือนเสียงเบาทันที “ฝั่าบาท นี่คือองค์ชายเจ็ดพ่ะย่ะค่ะ”
จิ่งหมิงฮ่องเต้ตะลึงงัน ผ่านไปครู่หนึ่งสติถึงกลับมา สายพระเนตรจับจ้องไปที่อวี้จิ่น “เจ้าคือองค์ชายเจ็ด?”
“ลูกเองพ่ะย่ะค่ะ”
จิ่งหมิงฮ่องเต้นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
เขาแทบจะลืมลูกชายคนนี้แล้ว
ไม่สิ จะพูดว่าลืมก็คงไม่ได้ เพราะลูกชายคนนี้ออกจากพระราชวังไปตั้งแต่คลอดออกมา ในพระทัยของพระองค์แล้วถือว่าเป็นลูกชายที่พิเศษยิ่งกว่าใคร
แต่ความพิเศษนี้ก็ไม่สามารถทำให้พระองค์จดจำได้ตลอดเวลาว่าพระองค์ยังมีลูกชายคนนี้อีกหนึ่งคน ก็เหมือนกับเมื่อครู่นี