ยุดรถม้าทันที
อาหมานเปิดม่านประตูขึ้น แล้วประคองเจียงซื่อลงจากรถ
“พี่ชายรอง พวกท่านรอสักครู่ มาร่ำลาแต่ไม่ยอมออกไปลานั้นเสียมารยาท คนเขารอกล่าวคำร่ำลากับข้า ข้าจะไปคุยกับแม่นางหลี่สักประเดี๋ยว”
แน่นอนว่าเจียงจั้นย่อมไม่ห้ามปรามอยู่แล้วเพียงแต่กำชับอาหมานว่า “ประคองคุณหนูเจ้าให้ดี ระวังลื่นล้มล่ะ”
อวี้จิ่นขยี้จมูกด้วยใบหน้าทมึงถึง
ขณะที่เจียงซื่อเดินเข้าไปนั้น แม่นางหลี่ก็หิ้วชายกระโปรงมาทักทาย นางเอ่ยขึ้นก่อนว่า “แม่นางเจี่ยง พวกเราไปคุยกันตรงนั้นเถิด”
เจียงซื่อพิจารณาแม่นางหลี่อย่างละเอียด
นางยังคงดูซีดเซียว ใต้ตาเขียวคล้ำ ริมฝีปากซีดราวกับคนที่เพิ่งหายจากโรคร้าย ทว่าแววตากลับมีบางอย่างซุกซ่อนอยู่โดยที่มองเจตนาไม่ออก
เจียงซื่อนึกสงสัยอยู่ครามครัน
จากท่าทางของแม่นางหลี่ในวัดหลิงอู้ที่เหมือนจะหลบหน้านางแต่หลบไม่ทัน การที่นางมารออยู่ที่นี่นั้นมีจุดประสงค์อะไรกันนะ
ทั้งสองเดินไปตามถนนด้วยความคิดที่แตกต่างกันค่อยๆ เดินห่างออกไปจากเจียงจั้นและคนอื่นๆโดยมีอาหมานเดินตามไปอย่างไม่ใกล้ไม่ไกลนัก
แม่นางหลี่หยุดอยู่ข้างต้นหลิวต้นหนึ่ง ปรายตามองอาหมานแวบหนึ่ง
“อาหมานคือคนสนิทของข้า แม่นางหลี่เชิญพูดได้เลย”
เมื่อเห็นแม่นางหลี่ยังลังเลอยู่ เจียงซื่อจึงเอ่ยเตือนว่า “เราทั้งสองกล่าวลากัน หากแยกสาวรับใช้ออกไป เกรงว่าผู้อื่นสงสัยเอาได้”
เพียงประโยคเดียวก็ทำลายความคิดของอีกฝั่ายที่คิดจะแยกอาหมานออกไป