เจียงซื่อส่ายหน้าปฏิเสธ ทว่าน้ำเสียงพูดยังคงอ่อนโยน “คงไม่ล่ะ ข้าจะไปเดินสูดอากาศเล่นถ้าท่านจะไปถามไถ่ข่าวคราว เห็นทีข้าไปด้วยคงจะไม่สะดวก”
“งั้นก็ได้ อย่าไปไกลนักล่ะ แล้วก็ระวังตัวด้วย”
ทั้งสองพยักหน้าให้กัน จากนั้นก็ต่างคนต่างเดินแยกกันไปคนละทาง
ผ่านไปสักพักกว่าเจียงจั้นจะรู้สึกตัว จึงรีบเร่งฝีเท้าตามอวี้จิ่นไปพลางตบฉาดลงที่ไหล่ของเขา“พี่อวี๋ชี เมื่อกี้ท่านชวนน้องสี่ของข้าไปด้วยกันหรือ”
ต่อหน้าต่อตาเขาเลยเนี่ยนะ?
อวี้จิ่นเอามือถูปลายจมูกไปมา
แย่แล้ว ไม่ได้สังเกตว่าเจียงจั้นก็อยู่ด้วย
“ใช่ ข้ารู้สึกว่าแม่นางเจียงมีความคิดที่ค่อนข้างเฉลียวฉลาด ถ้ามีปัญหาอะไรจะได้หารือกันได้ทันที”
เจียงจั้นทำหน้าบึ้ง “นี่ท่านหมายความว่าข้าโง่หรือ”
อวี้จิ่นหัวเราะออกมาเบาๆ “น้องเจียงเอ้อร์ก็ไปด้วยกันเถอะ”
“ค่อยยังชั่วหน่อย”
เจียงซื่อหันกลับไปมองทั้งสองที่เดินเคียงไหล่กันไปตามระเบียงทางเดิน จากนั้นก็เดินไปที่บริเวณประตูเรือน อาหมานรีบเดินตามหลังไป
“คุณหนู ท่านจะไปไหนเจ้าคะ”
ทั้งมืดทั้งไม่มีไฟแถมยังมีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นอีกคุณหนูช่างกล้าเสียจริง!
“ข้าได้ยินเสียงคนกำลังร้องไห้”
“มีคนกำลังร้องไห้งั้นหรือ” อาหมานเงี่ยหูฟัง“ไม่เห็นจะได้ยินเลยเจ้าค่ะ”
เจียงซื่อไม่ได้สนใจอาหมาน เมื่อเร่งฝีเท้าเดินลอดผ่านประตูวงเดือนไปก็หยุดฝีเท้าลง
“คุณหนู มีเสียงร้องไห้จริงๆ ด้วย!”
เจียงซื่อหันซ้ายมองขวาแล้วถกกระโปรงขึ้นเดินต