รงไปทางหนึ่ง
ไม่ไกลจากประตูวงเดือนมีสามเณรน้อยนั่งยองๆอยู่ที่ใต้ต้นไม้ ศีรษะที่ไร้ผมส่องเป็นประกายใต้แสงจันทร์
เสียงร้องที่ดังออกมานั่นก็คือเสียงของสามเณรน้อย ทว่าสามเณรเอามือปิดปากไว้เสียงร้องไห้จึงเบามาก
เจียงซื่อนั่งยองลงข้างๆ เขา “ท่านอาจารย์ตัวน้อยเป็นอะไรไปหรือ”
สามเณรน้อยปล่อยมือออก ท่าทางตกใจ
เจียงซื่อยิ้มออกมาบางๆ “ข้าเอง ท่านอาจารย์ตัวน้อยจำข้าไม่ได้แล้วหรือ”
สามเณรน้อยพยักหน้าลงทั้งน้ำตา “จำได้ ขนมรังไหม”
เจียงซื่อแสดงสีหน้าบอกเป็นสัญญาณให้อาหมานเอาเหอเปามาให้ จากนั้นก็ควานหาขนมรังไหมจากในกระเปั๋าส่งให้สามเณรน้อย “ยังมีขนมอีกนะ ท่านอาจารย์ตัวน้อยบอกข้าได้หรือไม่ว่าร้องไห้ทำไม”
สามเณรน้อยยังอยู่ในวัยที่ไร้เดียงสาและใสซื่อบริสุทธิ์ แถมยังบวชอยู่ในพุทธศาสนาด้วยจึงมีจิตใจที่สงบ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือคนที่หน้าตาดีมักจะได้รับคะแนนความไว้ใจจากผู้อื่นมากกว่าเสมอ เมื่อได้ยินเจียงซื่อถามแบบนี้จึงก้มหน้าลง “ศิษย์พี่ซื่อคงดีมาก เณรเสียใจ…”
เจียงซื่อถอนหายใจออก กำลังจะยกมือลูบศีรษะของสามเณรน้อย แต่พอเห็นศีรษะที่ไร้ผมก็รู้สึกว่าไม่เหมาะสมจึงหันไปตบที่แผ่นหลังเขาเบาๆแทนแล้วเอ่ยปลอบ “ท่านอาจารย์ตัวน้อยอย่าเศร้าไปเลย อาจารย์ซื่อคงต้องได้ขึ้นสวรรค์ไปแล้วแน่นอน”
“จริงหรือ” สามเณรน้อยเงยหน้าขึ้น แววตาเป็นประกาย
“แน่นอน อาจารย์ซื่อคงผ่านเคราะห์หามยามร้ายมาจึงเปียมไปด้วยบุญบารม