เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเจียงซื่อ เจียงจั้นรู้สึกผิดหวังแล้วทุบโต๊ะอาหารหนึ่งที “นึกไม่ถึงว่าอาหารมังสวิรัติชั้นสูงจะเกิดเรื่องแปลกๆ แบบนี้ขึ้นได้ข้าจะไปหาไอ้โล้นพวกนั้นเพื่อคิดบัญชี”
“น้องเจียงเอ้อร์ อย่าได้หุนหันพลันแล่นไป”
เจียงจั้นปวดขมับ “พี่อวี๋ชีขวางข้าทำไม อาหารของพวกเขามีกลิ่นเน่าของซากสัตว์ มันก็น่าขยะแขยงเกินไป ต้องไปจัดการไอ้โล้นพวกนั้นสักหน่อยถึงจะระบายความโกรธได้”
แค่นึกถึงเรื่องนี้ ในท้องเขาก็เริ่มปันปั่วนอีกครั้งอวี้จิ่นเหลือบมองเจียงซื่อ ถามเจียงจั้นด้วยรอยยิ้มจางๆ “น้องเจียงเอ้อร์แน่ใจได้อย่างไรว่ากลิ่นเน่าในอาหารนี้มาจากซากสัตว์น่ะ หรือว่าจะเป็น…คน?”
เจียงจั้นชะงักไปทั้งตัว ชั่วครู่หนึ่งใบหน้าที่หล่อเหลาก็กลายเป็นสีขาวซีด “พี่อวี๋ชี ล้อเล่นมั่วซั่วอาจถึงตายได้!”
“ใช่สิ บางทีอาจจะตายแล้วจริงๆ” อวี้จิ่นเอนหลัง แล้วพูดอย่างหดหู่
“เดี๋ยวก่อน ให้ข้าได้ตั้งสติหน่อย” เจียงจั้นหลับตาลง ทันใดนั้นก็ลุกขึ้นเดินไปที่ประตูอย่างเร็วและปิดประตูห้องที่เปิดอยู่ พิงประตูไม้และเหงื่อไหลโชก
“น้องสี่ พี่ไม่ได้กลิ่นอะไรเลยจริงๆ” เจียงจั้นขยี้จมูก แล้วมองไปยังอวี้จิ่น “พี่อวี๋ชี แล้วท่านล่ะ?”
อวี้จิ่นส่ายหัว “ข้าก็ไม่ได้กลิ่นเหมือนกัน”
เมื่อเขาพูดจบ ก็จ้องไปที่เจียงซื่อ แล้วพูดโดยไม่ลังเลว่า “แต่ข้าเชื่อที่คุณหนูเจียงพูด”
เจียงจั้นกะพริบตา เกือบจะร้องไห้อย่างน่าสงสารแล้ว
ถึงตาย เขาก็ยังเ