ามาก็มาสายแล้วล่ะสิ” เจียงเชี่ยวขมวดคิ้ว
คุณหนูห้าเจียงลี่เหลือบมองเจียงเชี่ยนแวบหนึ่งด้วยสีหน้าไม่สบายใจ
“ไม่สายหรอก โหวฮูหยินเป็นคนสบายๆ ธรรมเนียมของจวนโหวคือรอให้แขกทานมื้อเช้าให้เรียบร้อยก่อนแล้วจึงค่อยเข้าไปทักทาย”
“ถ้าเช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ” ท่าทีของเจียงเชี่ยวผ่อนคลายขึ้น
เจียงเชี่ยนกวาดตามองไปยังทั้งสี่คน ยิ้มแย้มพลางเอ่ยว่า “กินกันเถอะ”
ไม่นานบ่าวรับใช้ก็เดินเรียงแถวถือถาดอาหารเช้าเข้ามา
อาหารถูกจัดเรียงไว้บนโต๊ะ มีทั้งแปั้งม้วนเส้นเงินข้าวต้มกุ้ง เสี่ยวหลงเปา ปลาสีเงินหมักและยำเห็ดหูหนู เป็นต้น แต่ละจานมีปริมาณพอเหมาะและถูกปรุงมาอย่างพิถีพิถัน
หลังจากมื้อเช้าอันเงียบสงบสิ้นสุดลง เจียงเชี่ยนก็พาเจียงซื่อและคนอื่นๆ ไปที่เรือนฉังซิงโหวฮูหยิน
ในตอนนั้นฉังซิงโหวฮูหยินก็เพิ่งรับประทานอาหารเช้าเสร็จได้ไม่นาน หลังจากบ่าวรับใช้เข้ามาแจ้งก็สั่งให้เชิญทั้งห้าคนเข้าไป
เจียงเชี่ยนกล่าวน้อมทักทาย “น้องๆ เพิ่งมาถึงเมื่อวานจึงไม่อยากมารบกวนท่านแม่ เช้านี้ลูกมาน้อมทักจึงได้พาน้องๆ มาด้วยเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยตอบ “ก็บอกแล้วว่าให้พวกเจ้าตามสบาย ไม่ต้องพิธีรีตองนักหรอก”
เจียงเพ่ยอดไม่ได้ที่จะเหลือบตาขึ้นไปมอง
ฉังซิงโหวฮูหยินเป็นถึงสาวงามในวัยเลขสี่ ซึ่งสตรีสูงศักดิ์ในวัยนี้มักจะปรนเปรอตัวเองจนเลยเถิดทำให้ส่วนใหญ่มักจะมีรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์แตกต่างจากฉังซิงโหวฮูหยินที่ยังคงมีใบหน้าเรียวยา