บร้อย เจียงซื่อก็ดึงผ้าคลุมเตียงขึ้นมา ขณะที่ผ้าที่เต็มไปด้วยคราบเลือดกำลังเคลื่อนขึ้นมาคลุมใบหน้าซีดเผือดของเด็กสาว เจียงซื่อถอนหายใจแผ่วเบาพลางยื่นมือไปปิดตาเด็กสาว เอ่ยว่า “เจ้าวางใจได้ ข้าจะล้างแค้นแทนเจ้าเอง ถึงเวลานั้นเจ้าค่อยลืมตากว้างๆขึ้นมาดูว่าโลกนี้ยังมีความยุติธรรมอยู่”
แต่หากไม่มี เจ้าก็ไปร้องขอจากสวรรค์แล้วกัน!
เจียงซื่อชักมือกลับมา ตาทั้งสองข้างของเด็กสาวปิดสนิท
ในขณะนั้นเจียงซื่อก็รู้สึกแสบจมูกเหมือนมีเปลวเพลิงลุกโชนภายในใจ ความรู้สึกนั้นทำให้นางอยากร้องไห้ออกมา
ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลามาร้องไห้ฟูมฟาย
เจียงซื่อช่วยคลุมผ้าให้เด็กสาว หลังจากยืนขึ้นก็หันไปมองที่ร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นอีกครั้งและเดินจากไปท่ามกลางแสงจันทร์
ผ่านไปไม่นาน บ่าวรับใช้หนุ่มทั้งสองก็จูงมือกันเดินกลับมา ทั้งคู่ค่อยๆ เข้าไปใกล้พุ่มดอกโบตั๋นมากขึ้นทีละก้าว
สาเหตุที่ทั้งคู่จับมือกันไม่ใช่เพราะมีความรู้สึกดีๆต่อกัน แต่เนื่องจากเหตุการณ์ขวัญกระเจิงเมื่อครู่หลังจากสงบสติลงได้ก็รู้ตัวว่าต้องกลับมาสะสางงานให้เรียบร้อย แต่ครั้นจะเดินกลับมาก็ไม่มีใครยอมเดินนำหน้า จึงต้องกัดฟันจับมือเดินมาพร้อมกัน ถือว่าเป็นการร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่มีใครคนใดเสียเปรียบ
“พี่ พี่ลู่จื่อ พี่ว่าเมื่อกี้ข้าตาฝาดไปหรือเปล่า”อานจื่อเอ่ยถามเสียงสั่น ขายังคงสั่นไม่หยุดเผลอๆ สั่นมากกว่าเสียงที่เปล่งออกมาเสียอีกลู่จื่อที่ดูเหมือนว่าจะควบ