คุมสติได้ดีกว่าเอ่ยเสียงขรึม “ไม่เรียกตาฝาดแล้วให้เรียกอะไร โลกนี้ไม่มีผีหรอก!”
จะปล่อยศพที่ซื่อจื่อฆ่าตายทิ้งไว้ในสวนเช่นนี้ไม่ได้ หากเขาไม่พยายามหลอกล่ออานจื่อ แล้วอานจื่อกลัวจนไม่ยอมมา งานฝังศพจะไม่ตกที่เขาคนเดียวหรือ
“ตะ…แต่ข้าเห็นผีผู้หญิงจริงๆ นะ พี่ลู่จื่อไม่เห็นจริงๆ เหรอ” อานจื่อไม่อยากจะเชื่อ เขากลัวจนแทบก้าวเท้าไม่ออก
ลู่จื่อกลอกตาอย่างรำคาญใจ “ไม่เห็นโว้ย! ถ้าไม่ใช่เพราะเมื่อกี้เจ้าตะโกนว่าผีแล้วโกยแนบขนาดนั้น ข้าจะตกใจวิ่งตามมาทำไม”
แน่นอนว่าเขาเองก็เห็น แต่จะให้บอกอานจื่องั้นเหรอ ไม่มีทาง!
“งั้น…ข้าคงตาฝาดไปจริงๆ หรอ”
“ไม่ใช่ตาฝาดแล้วอะไรล่ะ เจ้าลองคิดดูนะ ถ้าโลกนี้มีผีมาตามเอาชีวิตจริง แล้วทำไมบรรดาผู้หญิงที่ถูกฝังใต้ดอกโบตั๋นถึงไม่ขยับเขยื้อนสักนิด เอาเถอะ รีบฝังให้เสร็จๆ จะได้รีบกลับไปนอน มัวชักช้าร่ำไรเดี๋ยวฟั้าก็สว่างกันพอดี”อานจื่อพยักหน้าอย่างสองจิตสองใจ เกลี้ยกล่อมตัวเองให้เชื่อตามที่ลู่จื่อพูด
ทั้งสองเดินไปหน้าพุ่มดอกโบตั๋น เมื่อเห็นว่าศพหญิงสาวยังคงนอนแน่นิ่งอยู่ที่เดิมก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“รีบลงมือเถอะ” ลู่จื่อหยิบพลั่วที่โยนทิ้งไว้ก่อนวิ่งหนีไปขึ้นมาและถ่มน้ำลายใส่มือ
อานจื่อนั่งยองลงที่พื้น นิ้วสั่นระริกชี้ไปที่ร่างของหญิงสาวแต่ไม่มีถ้อยคำใดหยุดออกจากปาก
“ทำไม” ลู่จื่อเผลอกำพลั่วแน่น สายตามองไปยังทิศที่อานจื่อชี้นิ้วไป
“มือ มือ…” อานจื่อเสียงสั่น เข