งหน้าต่างทำให้เจียงซื่อมองเห็นใบหน้าซีดเผือดของหญิงสาวในระยะปราชิดได้อย่างชัดเจน
เจียงเชี่ยวยกมือขึ้นโดยไม่รู้ตัวเนื่องจากยังคงตกใจไม่หาย
ในมือเจียงเชี่ยวที่สั่นระริกกำลังกำปินทองเอาไว้แน่น เห็นได้ชัดว่ายังคงผวาเรื่องฉังซิงโหวซื่อจื่อไม่หาย
แม้ว่าจะกลัวจับใจ แต่เจียงเชี่ยวก็พยายามข่มกลั้นอาการสั่นเทาของร่างกายเอาไว้ เพราะเกรงว่าจะทำให้เจียงซื่อหวาดกลัวไปด้วย
“พี่สาม ข้าตื่นนานแล้ว” เจียงซื่อที่แม้ยังคงว้าวุ่นแต่ก็ไม่คิดจะปล่อยให้เจียงเชี่ยวต้องเดาเองอีกต่อไป
นางไม่อาจทำทุกสิ่งได้ด้วยตัวเอง แต่อย่างน้อยที่พอจะทำได้คือแสดงความจริงใจออกมาเมื่อได้ยินเจียงซื่อตอบดังนั้น เจียงเชี่ยวก็คลายปินทองในมือ พลางคว้าตัวเจียงซื่อเข้ามากอดฉับพลัน ทั้งตัวสั่นเทิ้มเฉกเช่นใบไม้แห้งที่ถูกลมในฤดูใบไม้ร่วงพัดจนร่วงหลุดจากกิ่ง “น้องสี่ ฉังซิงโหวซื่อจื่อเป็นพวกสัตว์เดรัจฉาน!”
เจียงซื่อไม่ได้ตอบเพียงแต่ถามกลับว่า “พี่สามรู้เรื่องนี้มานานแล้วหรือ”
เจียงเชี่ยวปล่อยมือจากเจียงซื่อ ปาดน้ำตาและพยักหน้าตอบว่า “ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ ทีแรกตอนที่พวกเรากำลังกินอาหารอยู่ในห้องบุปผา ฉังซิงโหวซื่อจื่อก็เดินเข้ามาเพราะพี่รองลืมให้คนไปแจ้งว่าพวกเรามาถึงแล้วตอนนั้นข้าก็รู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล พี่รองเป็นคนอย่างไรต่างก็รู้ดี น้องทั้งสี่มาที่จวนทั้งทีไม่น่าจะสะเพร่าเช่นนี้”
เจียงซื่อตกใจเล็กน้อย
ไม่คิดม