น้าหญิงสาวทั้งสอง เขาเลือกเดินไปตรงพุ่มดอกโบตั๋นที่อยู่อีกทางหนึ่ง
ทำเหมือนเป็นการบังเอิญเดินผ่านมาตามปกติ
เฉาซิงอวี้เดินห่างออกไปเรื่อยๆ โดยไม่หันกลับมามอง
เจียงเชี่ยวจ้องมองด้านหลังชุดคลุมสีครามบุ้ยปากพลางหันไปพูดกับเจียงซื่อ “เมื่อครู่เจ้าแย่งปินไปทำไมกัน”
เจียงซื่อที่ตั้งสติได้ตั้งแต่แรกตอบอย่างยิ้มแย้มว่า“ซื่อจื่อโผล่มาเงียบๆ ข้าเลยตกใจ รีบโยนปินนั่นทิ้งไปไหนแล้วก็ไม่รู้”
“โยนทิ้งไปแล้วงั้นรึ” เจียงเชี่ยวมองไปรอบๆ
“โยนไปตรงไหนล่ะ”
เจียงซื่อชี้นิ้วไปมั่วๆ “น่าจะตรงนั้นนะ”
นางชี้เข้าไปในพุ่มไม้ เจียงเชี่ยวมิได้ใส่ใจต่อ “ช่างเถอะ ก็แค่ปินทองแดง ต่อให้เป็นปินทองปินเงินของที่บังเอิญเจอเช่นนี้ก็ไม่ควรเก็บไว้อยู่ดี”
การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเฉาซิงอวี้ทำให้เจียงเชี่ยวเลิกสนใจดอกไม้ “ไปกันเถอะ ไปหาพี่รองกับคนอื่นๆ ที่ศาลากันเถอะ”
“ดีเลย” เพราะอย่างไรเจียงซื่อก็ไม่สามารถขุดดินใต้พุ่มดอกโบตั๋นดูได้ในทันที ทำได้เพียงเก็บงำความสงสัยเอาไว้และพยักหน้าตอบตกลงอย่างว่าง่าย
เจียงเชี่ยวก้าวเท้าเดินไปพลางปรารภกับตัวเองว่า“มีปินทองแดงตกอยู่ข้างแปลงดอกโบตั๋นเช่นนี้ช่างพบเห็นได้ยากยิ่งนัก”
เจียงซื่อที่เดินตามหลังมาได้ยินถ้อยคำนั้นถึงกับกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่
เจียงเชี่ยวที่ดูภายนอกหยาบกร้านแต่ภายในกลับเป็นคนละเอียดรอบคอบ แท้จริงแล้วก็ไม่มีใครโง่ดักดานไปเสียหมดหรอก
ในศาลาปาอินบนเขาจำลองมีโต๊ะหินแ