ดวงตาที่มองไม่เห็นนับวันยิ่งทำให้เฝิงเหล่าฮูหยินอารมณ์ฉุนเฉียว ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากที่ได้รับการรักษาจากหมอหลวง อาการกลับไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้เฝิงเหล่าฮูหยินจึงเริ่มแสดงท่าทีกระวนกระวายออกมา
จากผู้ยิ่งใหญ่บัดนี้ต้องเผชิญกับชะตากรรมอันมืดบอด ในวันข้างหน้าชีวิตคงตกอยู่ในห้วงของความหวาดกลัวในโลกที่มืดมิดเกินจะบรรยายนางต้องทำอะไรสักอย่างแล้วเพื่อพิสูจน์ว่าอำนาจแห่งฮูหยินยังไม่สั่นคลอน
เมื่อพบเจอกับอุปสรรคเบื้องหน้าโดยไม่ทันคาดคิด เจียงซื่อจึงใช้ปราณสงบจิตเพื่อรวบรวมสมาธิ
ที่บิดาตักเตือนมาในวันนี้ บวกกับข้อพิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ได้พบมาในชาติก่อน นางเชื่อมั่นเหลือเกินว่าตนเป็นผู้ที่เข้าใจท่านย่ามากกว่าคนรอบข้าง อย่างน้อยก็มากกว่าน้องหกเจียงเพ่ยที่อยู่ข้างกายเสียอีก
แววตาของเจียงซื่อที่มองไปยังเจียงเพ่ยช้าๆน้ำเสียงกดต่ำลงแสดงสีหน้าเห็นอกเห็นใจ “พี่สี่ท่านย่าไม่สบายอยู่ เจ้าช่วยเชื่อฟังคำพูดของคนเฒ่าคนแก่แล้วรีบออกไปเถอะ”
เจียงซื่อยิ้มเบะปากแล้วคุกเข่าอย่างสวยงามต่อหน้าเฝิงเหล่าฮูหยิน “หลานเพียงมาเยี่ยมท่านย่าหากเป็นเช่นนั้นเห็นทีคงต้องขอตัวลากลับก่อน”
นางพูดเสร็จ ดวงตาพลันมุ่งตรงดิ่งเดินไปข้างหน้าโดยไม่สนใจคนรอบข้าง ในเวลาเดียวกันเจียงซื่ออดไม่ได้ที่จะยิ้มมุมปากออกมา
“เจ้าหก เจ้าหูหนวกหรือ” เฝิงเหล่าฮูหยินร้องขึ้นด้วยน้ำเสียงอย่างเหลืออด
อุ้บ…ฮ่าๆ ในระหว่างน