างแต่งตัวได้สดใสยิ่งนัก”
“ยังอายุน้อย ยังงดงาม ย่อมเป็นธรรมดาที่จะสวมใส่ชุดที่ดูสดใสเช่นนี้” เจียงซื่อพูดอย่างไม่อนาทรร้อนใจ
หลังจากที่ตำแหน่งเลื่อนตกไปอยู่ในมือของบ้านรอง เซียวซื่อหาคู่แต่งงานที่ดูไม่เลวเลยให้กับเจียงเพ่ยคนหนึ่ง พวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างสะดวกสบายมีความสุขยิ่งนัก ทั้งๆ ที่เงินตำลึงล้วนแลกมาจากหยาดเหงื่อเลือดเนื้อของบ้านใหญ่ทั้งสิ้น พอได้เห็นพวกนาง เจียงซื่อจึงอารมณ์ไม่ดีไม่อยากเสวนาด้วยเจียงเพ่ยฟังแล้วก็ให้โมโหหน้าแดงก่ำ
นางอายุน้อยกว่าเจียงซื่ออยู่สองปี แต่นึกถึงดวงตาของท่านย่าที่เพิ่งเสียไปข้างหนึ่ง คิดว่าแต่งตัวสดใสเกินไปคงดูไม่ดีนักจึงเปลี่ยนเป็นชุดที่ดูเรียบง่ายสีธรรมดาๆ ไปน้อมทักนางในเช้านี้แทน เจียงซื่อพูดจาแบบนี้ ไม่ใช่ว่ากำลังพูดกระทบนางว่าอัปลักษณ์หรือ
“ท่านย่ายังปั่วยอยู่ แต่พี่สี่ยังมีกะจิตกะใจลุกขึ้นมาแต่งหน้าแต่งตัว ไม่รู้ว่าความกตัญูของพี่สี่หายไปไหนหมดแล้ว”
“ข้าจะกตัญูหรือไม่นั้นคงไม่รบกวนให้น้องหกต้องมาเป็นกังวล เพียงแต่การที่น้องหกเจ้าพูดกับพี่สาวแบบนี้ มารยาทของเจ้าหายไปอยู่ที่ไหนหมดแล้ว”
“เจ้า…” เจียงเพ่ยที่เพิ่งถูกตอกหน้ากลับมาหมาดๆ ถึงกับพูดอะไรไม่ออก เกือบจะขว้างตลับที่อยู่ที่มือทิ้งไป
เจียงซื่อหมุนตัวกลับ เดินออกไปอย่างไม่แยแส
เจียงเพ่ยลอบสบถเสียงเบา “ตอนนี้รู้กฎเกณฑ์แล้วหรือ แล้วที่วันนั้นเจ้าเถียงท่านแม่กับฉอดๆเล่า!”
เจียงลี่กระตุกชายเสื้อข