ียงเชี่ยน”
“ท่าทีของท่านย่ามิได้แปลกไปตั้งแต่ที่ท่านส่งคนไปสืบเรื่องเรือนฉือซิน” เจียงเชี่ยนมิใช่คนสะเพร่าอย่างเห็นได้ชัด นางขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน
ครู่ต่อมา คิ้วที่ขมวดก็คลายลง นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจว่า “เป็นฝันนั้น วันนั้นจู่ๆเจียงซื่อก็เอ่ยถึงเรื่องฝันขึ้นมา ท่าทางของท่านย่าจึงได้แปลกไป!”
“ที่เจียงซื่อฝันว่าไก่ฟั้าสองตัวมาควักดวงตานางไปน่ะหรือ” เซียวซื่อไม่หัวทึบในด้านนี้เลยแม้แต่น้อย พอครุ่นคิดสีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป “ข้ารู้แล้วท่านย่าเจ้าต้องคิดเชื่อมโยงไก่ฟั้านั่นกับเจ้าแน่!”
เจียงเชี่ยนแปลกใจอยู่เล็กน้อย “มันเกี่ยวอันใดกับข้ากัน”
แววตาเซียวซื่อพลันเป็นประกายดุดัน “เจียงซื่อถามท่านย่าเจ้าว่าได้ฝันร้ายหรือไม่มิใช่หรือ ไม่แน่ว่าที่นางฝันนั่นอาจจะเป็นเรื่องโกหกก็ได้ ท่านย่าเจ้าฝันจึงเป็นเรื่องจริง แต่เด็กนั่นไม่รู้ว่าเหตุใดจึงไปได้ยินข่าวนี้ได้! เชี่ยนเอ๋อร์เจ้าคิดดูสิ ในบรรดาคุณหนูจวนเจ้าอยู่ลำดับที่สอง ซ้ำยังปีไก่…”
“ท่านย่าเชื่อเรื่องเหล่านี้ด้วยหรือ” เจียงเชี่ยนสีหน้าดูไม่ได้ขึ้นมา
เจียงซื่อสายตาเฉียบคม ท่าทีที่มีต่อพี่น้องในจวนเรียบเฉย แต่สนิทสนมกับนางเพียงคนเดียว เหตุใดในพริบตาจึงกลายเป็นเช่นนี้ได้
ส่วนท่านย่า รักใคร่เอ็นดูนางมาหลายปีเพียงนี้จะเกลียดนางเพราะฝันประหลาดนั่นได้จริงๆหรือ
“เชี่ยนเอ๋อร์เจ้ายังเด็ก รอเจ้าอายุเท่าแม่ก็จะเข้าใจเอง คนผู้นี้น่ะ ยิ่งแก่ยิ