็ทัดไรผมไว้หลังใบหูเพื่อกลบเกลื่อนปฏิกิริยาเมื่อครู่ แต่ไม่ว่านางจะพยายามอย่างไรก็ไม่อาจปิดบังสีหน้าที่ซีดขาวไปแล้วได้เพราะมันไม่สามารถทำให้กลับมาเป็นปกติในเวลาอันสั้นได้
เจียงจั้นมองดูเจียงซื่ออย่างสงสัย “อย่าบอกว่าน้องสี่รู้จักอวี๋ชี”
เจียงซื่อฝืนยิ้ม แล้วคำว่า ‘อวี๋ชี’ ก็ทำให้นางรู้สึกวูบวาบภายในใจ
“อวี๋ชีมีหน้าตาเป็นอย่างไรหรือเจ้าคะ”
“หา?” เจียงจั้นกะพริบตาปริบๆแปลก น้องสาวถามหน้าตาของบุรุษด้วยเหตุใดกัน
เมื่อเห็นเจียงจั้นไม่ตอบ เจียงซื่อจึงถามต่อ “เป็นหนุ่มรูปงาม ถือว่าเป็นบุรุษรูปหล่อเหลาที่หาพบได้ยากใช่หรือไม่”
เจียงจั้นไม่อยากพูดสิ่งใดอีกแล้ว
ถึงว่า น้องสี่มีความสนใจในพี่อวี๋ชีถึงเพียงนี้ ที่แท้ก็เคยพบหน้ามาแล้วนี่เอง พี่อวี๋ชีมีรูปงามขนาดนี้หากน้องสี่ถึงกับลืมหน้าไม่ลงก็คงไม่แปลก
หากน้องสี่ยิ่งรู้ว่าอวี๋ชีก็คือปีอวี๋ชีละก็ ก็จะมีโอกาสได้รู้จักกันน่ะสิ
ไม่ได้เชียวนะ การที่พี่อวี๋ชีโผล่อยู่แถวหอนางโลมนั่นหมายความว่าเขาเป็นคนเสเพล คนเช่นเขาหากคบเป็นเพื่อนคงเข้ากันได้เป็นอย่างดี หากมาเป็นน้องเขย เขาคงไม่ยอม
“ข้าว่าไม่ ความจริงพี่อวี๋ชีเป็นชายร่างใหญ่ตัวบึกบึน ไม่เช่นนั้นจะยื่นมือไปช่วยพี่ของเจ้าออกจากอันตรายได้อย่างไร” เจียงจั้นแอบยกนิ้วให้กับความฉลาดของตนเอง
เจียงซื่อรู้สึกโล่งอกพลางถอนหายใจ รอยยิ้มที่แสดงออกมาก็ดูผ่อนคลายขึ้น “ถ้าเช่นนั้น พี่รองอย่าลืมเลี้ยงสุราเขาล่ะ บุญคุ