้กับผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่ทุกคนต่างให้ความเคารพสูง เสร็จแล้วจึงพาคนที่เหลือกลับจวนไป
จำนวนเงินหนึ่งร้อยตำลึงสำหรับชาวบ้านที่มาช่วยเหลือเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อย ตอนนั้นทุกคนพากันรุมล้อมผู้อาวุโสจนแทบไม่มีช่องว่าง แล้วทุกคนก็เริ่มหารือกันว่าจะแบ่งเงินนี้กันอย่างไร
อาหมานใช้โอกาสชุลมุนหนีไปยังที่ๆ นัดกับเจียงซื่อเอาไว้ เมื่อเห็นผ้าโพกหัวสีดำของเจียงซื่อเปียกแฉะ นางจึงเอ่ยถาม “คุณหนูเป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ”
“ข้ามิเป็นไร โยนกระดาษเงินกระดาษทองที่เตรียมไว้ออกไปเถอะ เสร็จแล้วรีบกลับกัน” แม้จะเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้วก็ตาม แต่เวลานี้เป็นเวลากลางคืน แล้วเจียงซื่อก็เพิ่งจะขึ้นมาจากในน้ำพอถูกลมพัดเข้าก็รู้สึกได้เลยว่าเปียกไปหมดทั้งตัว ริมฝีปากของนางเริ่มซีดลง
อาหมานทำตามคำสั่งทันที
“เสร็จแล้วเจ้าค่ะคุณหนู”เจียงซื่อพยักหน้าหงึกๆ แล้วเจ้านายกับสาวรับใช้ก็ใช้ช่วงเวลาชุลมุนวุ่นวายนี้ออกจากที่ตรงนั้น
ระหว่างทาง อาหมานพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ“คุณหนูเจ้าคะ คุณชายสามจี้แย่มาก ทั้งๆ ที่กำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับคุณหนูแล้วเชียว แต่ก็ยัง…ยังกล้าทำเช่นนั้นกับหญิงอื่นได้อย่างไร”
ริมฝีปากแนบสนิท แต่ยังมีเสียงลมหายใจเร็วอยู่บ้าง…
อาหมานรู้สึกทั้งคลื่นไส้ทั้งโมโห เมื่อคิดถึงภาพที่ริมทะเลสาบเมื่อครู่นี้เจียงซื่อกลับขำ ไม่กล่าวสิ่งใด
ครั้งนี้ นางจะไม่แต่งงานกับเขาอย่างแน่นอน
หากจี้ฉงอี้ได้เฉี่ยวเหนียงมาเป็นภรรยา และปฏิ