่นแหละ” จากนั้นนางก็สั่งวังซวน “เจ้ากลับเมืองหลวงไปพาเซียงหรูมานอกจากนี้เจ้าต้องคิดหาวิธีที่จะช่วยให้แม่รองอันสงบใจ”
วังซวนพยักหน้า “คุณหนูไม่ต้องกังวลเจ่าค่ะ ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดข้าจะบอกว่าคุณหนูออกไปสู้รบและพราชายาหยุนรู้สึกเบื่อ นางจึงขอให้คุณหนูสามไปอยู่เป็นเพื่อนเจ้าค่ะ”
เฟิงหยูเองรู้สึกว่านี่เป็นความคิดที่ดีมาก แน่นอนว่าไม่มีใครสามารถจินตนาการได้ว่าพราชายาหยุนกำลังนั่งรถม้าของซวนเทียนฮั่วและมุ่งหน้าไปทางตะวันออก นางนั่งไขว้ขาและกำลังกินเมล็ดทานตะวัน นางจะประเมินเสื้อผ้าที่ซวนเทียนฮั่วสวมใส่เป็นครั้งคราว
แน่นอนว่าไม่มีใครคิดว่าคนที่วังซวนจะพากลับไปนั้นไม่ใช่เฟิงเซียงหรูแต่มันคือเป่ยฟู่หรง
เมื่อเห็นเป่ยฟูหรง เฟิงหยูเองรู้สึกสับสนและมองวังซวน วังซวนกล่าวอย่างช่วยไม่ได้ “เมื่อบ่าวรับใช้คนนี้กลับไป คุณหนูสามกำลังเดินเล่นไปตามถนนพร้อมกับคุณหนูเป่ย ข้าบอกคุณหนูสามว่าจะพานางมาที่ค่ายทหาร ใครจะรู้ว่าคุณหนูสามจะเกิด… ข้อเท้าพลิกเจ้าค่ะ”
เป่ยฟูหรงยังกล่าวอีกว่า “อาเอง มันเป็นความผิดของข้าที่ไม่ดูเซียงหรูนางตกจากบันไดสูง เราส่งนางไปที่ร้านห้องโถงสมุนไพร แต่หมอที่ร้านห้องโถงสมุนไพรบอกว่าอาการรุนแรงเล็กน้อย และนางไม่สามารถเดินได้ 100 วัน”
วังซวนพยักหน้า “ใช่เจ้าค่ะ”
จากนั้นเป่ยฟูหรงก็ถามด้วยน ้าเสียงงงงวย “แต่… อาเอง ทำไมบ่าวรับใช้ของเจ้าพาข้ามาที่นี่ ? ”
เฟิงหยูเองมองวังซวนด้วยคำถามที่ค