เป็นได้เมื่อคิดอย่างนี้ ใบหน้าของซื่อเจิ้งคังก็ประดับด้วยรอยยิ้ม แม้ว่าท่าทางฉินเฉาที่กินบะหมี่เผ็ดอย่างมูมมามจะทำให้เขาไม่พอใจ แต่เขาก็ต้องทนไว้“หึหึ ฟังจากที่คุณฉินพูดเมื่อกี้ที่ว่าเป็นหัวหน้ายาม ไม่ทราบว่าเงินเดือนเท่าไหร่ เยอะมั้ย?”“โอ้ เรื่องเงินนี่ไม่อยากพูดถึงจริงๆ” ฉินเฉาโบกมือ “เงินเดือนพวกเราพอมีพอใช้ ไม่เหมือนพี่ใหญ่ที่นั่งในออฟฟิศหรอก”“ไม่ต้องใส่ใจ พวกเราล้วนเป็นเพื่อนกัน พูดมาเถอะ”ในสายตาของซื่อเจิ้งคังมีร่องรอยเยาะเย้ย“ถ้างั้น บอกพี่ใหญ่คงจะไม่เป็นไร เงินเดือนของผมประมาณ 3 – 4พันหยวน” ที่ฉินเฉาพูดนี้เป็นเงินเดือนตอนที่เขาเพิ่งเป็นยามใหม่ๆ“3 – 4 พัน ก็ใช้ได้ พอจะกินอาหารว่างของที่นี่ได้อย่างกล้อมแกล้ม”คำพูดของซื่อเจิ้งคังในครั้งนี้มีร่องรอยของความอวดดีอยู่เต็มเปี่ยมไม่แปลกที่ทุกวันกินแต่บะหมี่เผ็ด ที่แท้ก็มีปัญญาแค่นี้“ดูจากท่าทางที่พี่ใหญ่แสดงออกมา ดูเหมือนว่าเงินเดือนของพี่ใหญ่จะมากมายเลยสินะ!”ซื่อเจิ้งคังมองฉินเฉาพูดคำนี้ก็พลันรีบต่อประโยคขึ้นทันทีว่า“เงินเดือนฉันเหรอ เดือนละล้าน ไม่มากไม่มาย ก็แค่ดูแลธุรกิจของครอบครัว ฉันก็ไม่ได้พอใจเท่าไหร่ แต่ว่ามันมีคุณค่ากับจิตใจฉันเท่านั้นเอง”“โอ้ มารดามันเถอะ!”ฉินเฉาจงใจพูดอย่างตื่นเต้น “1 ล้าน เงินนี่ซื้อบะหมี่เผ็ดได้หลายชามเลยนะ!”ซื่อเจิ้งคังพูดในใจ นี่เอ็งรู้จักแต่บะหมี่เผ็ดหรือยังไง“ไม่คิดเลยว่าพี่ใหญ่จะเป็นคนที่ร˹ารวยขนา