ยกชื่อฉินเฉา“สถานการณ์ของซุนเหยียนกับเสวี่ยเหยียนทั้งสองคนนั้นต่างกัน ตาของซุนเหยียนบอดตั้งแต่เด็ก เส้นประสาทตาเสียหายหมดแล้วสามารถรักษาได้เหรอ?”“ไว้ถึงเวลาก็รู้เอง”ฉินเฉาไม่อยากจะตอแยกับท่าทางเยาะเย้ยของหวังซูหง ยัยแก่นี่เขาพูดยังไม่ได้พูด ด่าก็ยังไม่ได้ด่าคนทั้งหลายก็ได้พากันเดินแหวกผู้คนและถนนที่สกปรก หลัวชิงหลินชี้ไปที่ชายที่นั่งอยู่ในมุมถนนมุมหนึ่งแล้วพูดว่า“พ่อ นั่นแผงขายหนังสือพิมพ์ของพี่ใหญ่ซุน”“นั่นน่ะเหรอแผงหนังสือพิมพ์?”หวังซูหง อดสอดขึ้นมาไม่ได้ เธอชี้ไปที่ชายที่นั่งอยู่ไกลๆ แล้วพูดว่า “ไม่ใช่แค่คนขายหนังสือพิมพ์เท่านั้นเหรอ ฉันก็คิดว่าเป็นแผงหนังสือพิมพ์ หลินหลิน ดูเหมือนว่าพี่ใหญ่ซุนของเธอจะเป็นคนขี้คุยคนหนึ่งเหมือนกัน”“แม่! ทำไมวันนี้แม่ถึงเป็นอย่างนี้!” หลัวชิงหลินกระทืบเท้า “ในสายตาแม่ มีแต่หานห่าวเซวียนเท่านั้นเหรอ ถึงจะเป็นคนมีพรสวรรค์?”“ฉันชอบหานห่าวเซวียนเจ้าเด็กนั่น แล้วจะทำไม?”หวังซูหงพูดขึ้นมา “คนอื่นมีครอบครัวเป็นพื้นหลัง อยากจะได้ฐานะก็ได้ฐานะ ไม่ใช่สิ่งที่นักเลงกระจอกกับพวกคนขายหนังสือพิมพ์จะมาเทียบได้?”“หุบปาก!” หลัวเจิ้นเทียน หมดสิ้นซึ่งความอดทน “ถ้ายังไม่หยุดพูดก็กลับไปซะ!”หวังซูหงตกใจ มองไปที่สามีด้วยสายตาหวาดกลัว จากนั้นก็กลืนคำที่จะพูดกลับลงท้องไปขณะที่เดินไปก่อนที่จะถึงนั้น ที่ถนนฝั่งตรงข้ามก็เกิดเรื่องขึ้นซุนเสวี่ยเหยียนใส่ชุดกันหนาวขาดๆ ตัวหนา ตร