เมื่อเห็นฉินเฉาทำหน้ายื่น หลัวชิงหลินก็อดไม่ได้ ต้องยิ้มออกมาจากนั้นก็ยื่นมือออกไป ช่วยจัดปกเสื้อให้ฉินเฉา“เยี่ยม ดูดีทีเดียว ก่อนหน้านี้ดูราวกับนักเลงโต”“เหลวไหล!” ฉินเฉาถลึงตาใส่ “บิดาเป็นนักเลงที่ไหนกัน!”“หยุดพูดเหลวไหลได้แล้ว ขึ้นรถ!” หลัวชิงหลินถลึงตากลับทั้งสองคนขึ้นรถ จากนั้นรถก็เคลื่อนตัว“จำไว้ เมื่อเจอแม่ฉัน อย่าปากเสีย! ที่เธอเกลียดที่สุดคือพวกไม่มีมารยาท และก็ผู้ชายที่ไร้การศึกษา”“แม่ของเธอนี่เรื่องมากจริงๆ”“หัวนายสิ แม่นายนั่นแหละเรื่องมาก! ตระกูลนายนั่นแหละเรื่องมาก!”“เอาล่ะ เอาล่ะ แค่ฉันไม่ปากเสียก็พอใช่มั้ยล่ะ” ฉินเฉามองกระจกมองหลังพร้อมทั้งจัดทรงผมตัวเอง “ฉันดูเหมือนเด็กดีจริงๆ ด้วยเหมือนคนไม่พูดเรื่องเหลวไหล เป็นคนที่จิตใจบอบบาง”หลัวชิงหลินร่างเย็นเฉียบ แทบจะหักล้อชนใส่รถบรรทุกที่วิ่งสวนมา“นายนี่มันขี้คุยจริงๆ แถมหนังหน้ายังหนามากๆ ด้วย…..”“ใช่แล้ว ถ้าคนหนังไม่หนา ก็ไม่อาจเผชิญโลกได้” ฉินเฉายิ้ม “นี่คือความเชื่อของฉัน”หลัวชิงหลินยอมแพ้กับความเชื่อในการใช้ชีวิตแบบนี้ จากนั้นเธอก็พูดต่อว่า“นอกจากนี้แล้ว แม่ฉันก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก นายต้องทำตัวกระตือรือร้นเข้าไว้ กระตือรือร้นน่ะ เข้าใจมั้ย! สวรรค์ นายต้องขอฉันจากครอบครัวฉัน แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกเหมือนนายไปเที่ยวเล่นยังไงอย่างงั้น นี่นายไม่รู้สึกกังวลจริงๆ?”“ไม่รีบ ไม่รีบ ฉันมีแผนของฉัน”“แผนน้องสาวนายสิ…..”หลัวชิงหลินถูกบร