สภาพของเฝิงซานสะบักสะบอมเจียนตายอยู่รอมร่อ ยามสดับถ้อยคำของจ้าวหนิง ใบหน้าพลันบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ด้วยความทรมาน
ต่อให้มันหลงลืมตัวโอหังเพียงใด ย่อมไม่อาจลบล้างความจริงที่ว่าสถานะของมันกับจ้าวหนิงห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว ในคุกมืดแห่งนี้ มันเป็นเพียงมดปลวกใต้ฝ่าเท้าคุณชายตระกูลจ้าว
ชาวบ้านคนอื่นหมายจะขยับเข้าประคอง ทว่าเพียงสัมผัสถึงกลิ่นอายคุกคามจากกลุ่มของจ้าวหนิง สองขากลับสั่นเทาไม่อาจก้าวออกไป
มีเพียงเด็กหนุ่มวัยสิบสี่สิบห้าผู้หนึ่ง ตะเกียกตะกายคลานเข่ารุดเข้าประคองเฝิงซานที่หมดสภาพให้ฝืนยันกายลุกขึ้น
จ้าวหนิงหาได้แยแสเด็กหนุ่ม เขานั่งตระหง่านดุจขุนเขา สุ้มเสียงราบเรียบแฝงจิตสังหารเย็นเยียบกดทับลงมา
“ปีก่อนเหอตงเกิดทุพภิกขภัย ราษฎรนับหมื่นอพยพหนีตายเข้าเมืองหลวง พวกเจ้าคือหนึ่งในนั้น ผู้คนล้นหลามไร้หนทางทำกิน พวกเจ้าล้วนหิวโหยรอคอยความตาย”
“เป็นตระกูลจ้าวและตระกูลอื่นที่เวทนา แม้ที่ดินไร่นาของพวกเราไม่ต้องการคนเพิ่ม แต่ยังยอมรับอุปการะพวกเจ้าและสหายร่วมหมู่บ้าน มอบข้าวปลาต่อลมหายใจ ครอบครัวพวกเจ้าจึงรอดตายมาได้”
“ไม่คิดทดแทนคุณก็แล้วไป แต่นี่กลับสมคบคิดกับพวกขุนนางบุ๋น วางอุบายแว้งกัดตระกู